“อยากให้ลองมาฟังดู เพราะแนวคิดของการขายมีกว้างกว่าที่เราคิดไว้ หากได้มาลองฟังแล้วทำให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น”
ที่สุดของการปิดการขาย คือการ“พิชิตใจลูกค้า”
สร้างทัศนคติที่ถูกต้อง วิเคราะห์และพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อปิดการขาย และ สร้างยอดขายได้มากขึ้น
ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?
“ผมจึงเข้าใจในความต้องการ และปัญหา” ของเหล่าผู้ประกอบการและนักขาย
หลักสูตรของเราจึงออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะ และเรียนรู้เทคนิคปิดการขาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและสามารถสร้างยอดขายได้ทันทีหลังเรียนจบ แล้วการขายของคุณจะง่ายกว่าที่เคย
และนี่คือเป้าหมายของหลักสูตร Sell Me If You Can
ที่เราอยากให้ผู้เรียนทุกคนเป็นนักแก้ปัญหาที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้
นำไปสู่การปิดการขาย ซื้อซ้ำ บอกต่อ เพื่อยอดขายที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับธุรกิจ
เสียงตอบรับจากผู้เรียน
“อยากให้ลองมาฟังดู เพราะแนวคิดของการขายมีกว้างกว่าที่เราคิดไว้ หากได้มาลองฟังแล้วทำให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น”
Content Creator
“ไม่มีเวลาไหมที่ทำให้รู้สึกว่าเสียเปล่า ชอบทุกหัวข้อที่สอน สนุกมาก ทำใรู้สึกไม่ง่วง ได้พัฒนาตัวเอง การมาเรียนคอร์สนี้ทำให้เราได้กลับไปมองตัวเองว่าเรานั้นพลาดในสิ่งใด “
Marketing
สอนให้เราปรับ Mindset ไม่ใช่ที่มีต่อมุมของลูกค้าแต่ปรับที่ตัวเราด้วย
ครูนายใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ”
เจ้าของธุรกิจคลินิกเสริมความงาม
“ไม่เคยมานั่งดูรายละเอียดเรื่องการขายเลย ทำให้ต้องกลับไปทำและปรับปรุงพนักงานที่มีอยู่ นำเรื่องจริงมาถ่ายทอดให้เราเข้าใจ ทำให้เห็นภาพว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร เหมาะกับทุกๆคนและทุกๆธุรกิจ เพราะทุกๆธุรกิจจะต้องใช้การขาย”
หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร ?
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท และทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์มากขึ้น เพื่อการอยู่รอด และเติบโตของยอดขาย นักขายทุกคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องยกระดับ พัฒนาตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมมากที่สุดเสมอ ในการ รับมือกับปัญหา หรืออุปสรรค ที่จะเข้ามา
หนึ่งสิ่งที่จำเป็นเสมอสำหรับทุกๆ ธุรกิจก็คือ “ความสามารถในการขายและการรักษาลูกค้า” ซึ่งวิธีการแบบเดิมๆ เครื่องมือแบบเก่า หรือเทคนิค ในการนำเสนอขายที่พูดถึงแค่คุณสมบัติ สินค้า หรือบริการของตนเอง ที่เคยใช้กับผู้บริโภคในอดีต ที่ผ่านมาอาจไม่เพียงพอต่อการปิดการขาย และ รับมือในสถานการณ์ปัจจุบันอีกต่อไป
ปัญหาของการพูดไม่เก่ง การตื่นเต้นเมื่อต้องนำเสนอ การขาดประสบการณ์ การไม่เคยผ่านการอบรมที่ เกี่ยวกับการขายหรือการนำเสนออย่างเป็นมืออาชีพ หรือในหลายๆครั้ง อาจเป็นเพียงเพราะคุณ ไม่สามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ในช่วงเวลาที่ต้องเข้าพบลูกค้า
ปัญหาของการพูดไม่เก่ง การตื่นเต้นเมื่อต้องนำเสนอ การขาดประสบการณ์ การไม่เคยผ่านการอบรมที่ เกี่ยวกับการขายหรือการนำเสนออย่างเป็นมืออาชีพ หรือในหลายๆครั้ง อาจเป็นเพียงเพราะคุณ ไม่สามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ในช่วงเวลาที่ต้องเข้าพบลูกค้า
เริ่มตั้งแต่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องของการเป็นที่ปรึกษาการขาย การเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้า การวิเคราะห์ลูกค้า การนำเสนอ การปิดการขาย ตลอดจนการติดตามลูกค้า โดยการถ่ายทอดผ่าน การบรรยาย และลงมือปฏิบัติ Intensive Workshop ให้ผู้เรียนได้เห็นภาพชัดด้วย “Practical Knowledge” เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงให้ความรู้ที่ได้รับกลายเป็นทักษะติดตัว ให้การขายใน ทุกๆครั้งของคุณ สามารถแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดได้เสมอ
รายละเอียดเนื้อหาของหลักสูตร
DAY 1
Mindset ของนักแก้ปัญหา
ขายแบบไม่ขายทำยังไง
ทำอย่างไร ถึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าติด
วิธีเพิ่มเสน่ห์ให้นักขายคืออะไร
ต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนไปเจอลูกค้า
พลังของการทำ 1% คืออะไร
DAY 2
เทคนิคนักขายแบบที่ปรึกษา
1. รู้จักตัวเองดีพอหรือยัง
workshop : วิเคราะห์จุดแข็ง
2. รู้จักลูกค้าดีพอหรือยัง
workshop : วิเคราะห์ DBGP + จุดขาย
3. รู้จักคู่แข่งดีพอหรือยัง
4. รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
workshop : วิเคราะห์ จุดแข็ง VS จุดขาย VS จุดชนะ
5. ถามเป็นจะเห็นทาง ฟังเป็นจะเห็นใจ
6. 3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนนำเสนอสินค้า
7. เทคนิคการนำเสนอ FAB/BFA พูดเรื่องของลูกค้า หรือ เรื่องของเรา?
workshop : การนำเสนอด้วยเทคนิค FAB/BFA
8. เทคนิคการปิดการขาย กระตุ้นการซื้อ
9. โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
workshop : รับมือคำปฏิเสธ
10. เทคนิคการติดตามลูกค้า
กระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ
“Effective Consultative Sales Process”
ก่อนเจอลูกค้า
ระหว่างเจอลูกค้า
หลังเจอลูกค้า
Successful Consultant
ราคา 14,900฿
Successful Sales Person
ผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย ที่ช่วยผู้ประกอบการกว่า 100 ราย และสร้างยอดขายมากกว่า 1000 ล้านให้กับ SMEs อาจารณ์นาย เข้าใจความต้องการและปัญหาต่างๆ ของนักขายอย่างลึกซึ้ง เสริมสร้างทักษะของผู้เรียนเพื่อนำ ไปปรับใช้ และ เพิ่มยอดขายได้จริงหลังเรียนจบ
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อสร้างและพัฒนาทักษะการขายแบบที่ปรึกษาให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานขาย หรือผู้ที่สนใจ ด้วยการเรียนรู้แบบ “Workshop-based learning” ช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ด้วยเทคนิคที่ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงด้านการขายมากกว่า 15 ปี
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรสอนสด (Offline) เพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ Intensive-Workshop พร้อมเปิดโอกาสในการซักถาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สอน หรือระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกัน
หลักสูตร Sell Me If You Can (Public Training) เรียนทั้งหมด 2 วันเต็ม เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกลงมือทำ Workshop อย่างเต็มที่
สามารถเรียนได้ เพราะหลักสูตร Sell Me If You Can เริ่มต้นตั้งแต่การปรับวิธีคิด (Mindset) ให้ผู้เรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพว่าทำไมถึงต้องยกระดับจาก “นักขาย” ให้เป็น “ที่ปรึกษา” พร้อมพัฒนาทักษะด้วยเทคนิคการขายที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นใจลูกค้าจนไปสู่การพิชิตใจได้ในที่สุด
เหมาะกับลักษณะการขายหรือการนำเสนอสินค้า/บริการที่…
1) ไม่ต้องการแข่งขันราคา แต่ต้องการนำเสนอคุณค่าอื่นๆให้แก่ลูกค้า
2) สินค้า/บริการ ที่มีข้อมูลเยอะ ต้องการการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ มองเห็นประโยชน์หรือมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
3) สินค้า/บริการ ที่มีราคาสูง ลูกค้าต้องการได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เช่น อสังหาริมทรัพย์, รถ, ของแต่งบ้าน, คลินิกความงาม เป็นต้น
4) การนำเสนอไอเดียระหว่างธุรกิจ B2B เช่น เซลล์ขายสินค้า/บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ
ลงทะเบียนกันรึยังครับ ?
ใครยังไม่ลง ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ใช้เวลาไม่นานในการลงทะเบียนนะครับ
จะเป็น นายจ้าง หรือ ผู้ประกันตน ก็ควรรักษาสิทธิ์ของตัวเองนะครับ
อย่าให้ สิงโต อินทรี หมาป่า ไฮยีน่า หมาบ้า อะไรก็ไม่รู้ มาดูแลกองทุนที่ใหญ่ที่สุดกองนึงของประเทศนะครับ
เสียหายมาเท่าไหร่แล้วไม่รู้
พอแล้วครับปฏิทิน (ปฏิทินทิพย์ ที่ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่เคยได้ด้วยซ้ำ)
www.sso.go.th
#ประกันสังคม #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
"สาขาแรกกำไรเดือนละ 5 แสน... ถ้าเราเปิด 10 สาขา ก็จะได้กำไรเดือนละ 5 ล้าน!” นี่คือหลุมพรางทางคณิตศาสตร์ ที่ฆ่าผู้ประกอบการ SME มานักต่อนัก
.
ความจริงที่โหดร้ายของการสเกลธุรกิจ (Business Scaling) คือ 1 + 1 ไม่เท่ากับ 2 เพราะเมื่อขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้น ความซับซ้อนจะทวีคูณเป็นเงาตามตัว
.
ถ้าสาขาแรกของคุณประสบความสำเร็จ เพราะคุณลงไปคุมเอง ชงกาแฟเอง หรือตอบแชทลูกค้าเอง... นั่นแปลว่า ธุรกิจยังยึดติดอยู่กับ “ความเก่งของคุณ"
.
การรีบขยายสาขาในสภาพที่หลังบ้านยังไม่นิ่ง มันไม่ใช่การขยายความสำเร็จครับ แต่มันคือการ "ขยายความโกลาหล" ให้พังไวขึ้น
.
และนี่คือ 3 เช็กลิสต์ ที่ผู้บริหารต้องตอบให้ได้ ก่อนตัดสินใจสเกลธุรกิจ
.
🗂 [1] คุณมี SOP (คู่มือปฏิบัติงาน) ที่คนอายุ 20 ก็ทำตามได้เป๊ะหรือไม่ ?
เคล็ดลับของแบรนด์ระดับโลกที่ขยายได้เป็นหมื่นสาขา ไม่ใช่เพราะเขามีพนักงานที่เก่งที่สุด แต่เพราะเขามี "ระบบ" ที่ดีที่สุด (Boring Consistency) คุณต้องถอดสมองตัวเองออกมาเป็นเอกสาร SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อให้พนักงานจบใหม่ สามารถทำสินค้าและบริการให้ออกมาได้มาตรฐานเดียวกันกับที่คุณทำ 100%
.
📊 [2] ระบบตรวจสอบ (Auditing) ของคุณรัดกุมแค่ไหน ?
ยิ่งเปิดหลายสาขา คุณยิ่งไม่มีทางมีตาทิพย์มองเห็นทุกที่ สิ่งที่ตามมาคือรอยรั่ว ของหาย ทุจริต หรือพนักงานลดสเปกสินค้า ก่อนขยายธุรกิจ คุณลงทุนกับระบบซอฟต์แวร์ (ERP, POS, กล้องวงจรปิด) และการตั้งทีมสุ่มตรวจ (Audit Team) เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้หรือยัง?
.
👥 [3] ทีมบริหารระดับกลาง (Middle Management) ของคุณแข็งพอไหม?
คุณไม่สามารถคุมผู้จัดการสาขาทั้ง 10 คนด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา คุณต้องมี "ผู้นำระดับกลาง" ที่ตัดสินใจหน้างานแทนคุณได้ องค์กรที่จะสเกลได้ ต้องเลิกจ้างคนด้วยแนวคิด "คนทำงานตามสั่ง" แต่ต้องเริ่มจ้าง "ผู้จัดการมืออาชีพ" ที่สามารถแก้ปัญหาโดยไม่ต้องโทรหาคุณทุก 5 นาที
.
การเติบโตที่แท้จริง ไม่ใช่วัดที่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น... แต่วัดที่ว่า ธุรกิจของคุณสามารถรันไปข้างหน้าและทำกำไรได้ดีแค่ไหน "ในวันที่คุณไม่ได้เดินเข้าออฟฟิศ" เตรียม "ระบบ" ให้พร้อม ก่อนที่คุณจะเอาชื่อเสียงที่สร้างมา ไปทิ้งกับคำว่าอยากรวยเร็วครับ
.
#NinePolthep #SMEThailand #ธุรกิจSME #ปัญหาธุรกิจ #ขยายธุรกิจ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ยอดวิวหลักแสน แต่ยอดขายไม่ขยับ... มีผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้
.
ทุกวันนี้เราเห็นเจ้าของธุรกิจจำนวนมากยอมเหนื่อย เสียเวลาไปกับการ "ปั่นคอนเทนต์" วันละ 2-3 คลิป พยายามเต้น วิ่งตามกระแส เพียงเพราะหวังอยากได้ยอดวิวเยอะๆ
.
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความเหนื่อยฟรี ยอดขายไม่กระเตื้อง เพราะลืมไปว่า "หน้าที่หลักของเราคือการสร้างธุรกิจ ไม่ใช่การทำคอนเทนต์ให้คนดูสนุก" ยอดวิวหลักล้านจะไร้ความหมายทันที ถ้ามันมาจากคนที่ "ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย" และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินมาจ่ายเงินเดือนลูกน้องได้
.
พอรู้แบบนี้ หลายแบรนด์ก็ดันสวิงไปอีกขั้ว คือ ฮาร์ดเซลล์มันทุกคลิป ยัดโปรโมชันเข้าไปทุกโพสต์ ซึ่งในความเป็นจริง... ถ้าคุณเอาแต่ขาย ลูกค้าก็จะเลื่อนหนีเช่นกัน!
.
ทางออกของการหลุดจากวงจรนี้ คือการทำ "Strategic Content" (คอนเทนต์เชิงกลยุทธ์) ที่มี "มิติ" ครอบคลุมการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) โดยแบ่งสัดส่วนเนื้อหาดังนี้
.
✅ [1] Value & Evergreen Content (ดึงดูดด้วยการแก้ปัญหา)
ก่อนจะเอาเงินเขา เราต้อง "ให้คุณค่า" เขาก่อน นี่คือคอนเทนต์ประเภทให้ความรู้ ตอบคำถาม หรือไขข้อข้องใจที่ลูกค้าเจอบ่อยๆ คอนเทนต์กลุ่มนี้ไม่ต้องตามกระแส แต่มันจะทำงานเป็น "พนักงานขายที่ไม่มีวันหลับ" (Evergreen) คอยดึงดูดคนที่กำลังมีปัญหาให้เดินเข้ามาหาแบรนด์คุณเอง และยกฐานะคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ
.
✅ [2] Branding Content (สร้างจุดยืนให้คนจำภาพจำ)
ลูกค้าไม่ได้ซื้อของเพราะฟังก์ชันอย่างเดียว แต่เขาซื้อเพราะ "ตัวตนของแบรนด์" คอนเทนต์ส่วนนี้คือการบอกเล่าวิสัยทัศน์ มาตรฐานการทำงาน หรือเบื้องหลังความใส่ใจของคุณ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ นี่คือคอนเทนต์ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกคุณ ท่ามกลางคู่แข่งที่ขายของเหมือนๆ กัน
.
✅ [3] Promotion Content (ยิงหมัดฮุกในจังหวะที่ใช่)
เมื่อเราสร้างความเชื่อใจจากข้อ 1 และ 2 มามากพอแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาของการเก็บเกี่ยว คอนเทนต์ขายไม่จำเป็นต้องมีทุกวัน แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยออกไป มันต้องคมชัด เสนอ Value ที่คุ้มค่า มี Call to Action (CTA) ที่กระตุ้นให้ตัดสินใจ และต้องถูกส่งไปหาคนที่ "พร้อมจะซื้อ" แล้วเท่านั้น
.
การทำการตลาดออนไลน์ ไม่ใช่การวิ่งแข่งว่าใครทำคลิปได้เยอะกว่ากัน หรือใครฮาร์ดเซลล์เก่งกว่ากัน แต่มันคือศิลปะของการ "ผสมผสาน" ทั้งมิติของการให้ความรู้ การสร้างแบรนด์ และการปิดการขายอย่างเป็นระบบ
.
เลิกเหนื่อยกับการทำคอนเทนต์หว่านแห หรือเอาแต่ยัดเยียดการขาย แล้วหันมาวางกลยุทธ์ Content ให้ลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นลูกค้าจริงกันดีกว่าครับ!
.
#NinePolthep #การตลาดออนไลน์ #DigitalMarketing #SMEThailand #ธุรกิจSME
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
"ค่าแอดแพงขึ้นทุกวัน ยิงไปหมื่นนึง ลูกค้าทักมาไม่ถึง 10 คนแถมไม่โอนอีก!"
.
ทางรอดของ SME ยุค 2026 ไม่ใช่การสู้แบบโดดเดี่ยว แต่คือการทำ Ecosystem Partnership (Co-marketing) หรือการจับคู่พันธมิตรธุรกิจ
.
หลักการง่ายๆ คือ "หาแบรนด์ที่ 'ไม่ใช่คู่แข่ง' แต่มี 'ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน' กับเรา"
.
ลองนึกภาพตามนะครับ
✅ ถ้าคุณเปิด คลินิกกายภาพบำบัด แทนที่จะยิงแอดหาคนปวดหลัง ทำไมไม่ไปจับมือกับ แบรนด์ขายเก้าอี้ Ergonomic หรือ ยิมพิลาทิส แล้วทำโปรโมชันร่วมกัน? (ซื้อเก้าอี้แถม Voucher ตรวจโครงสร้างร่างกาย / จัดเวิร์กชอปแก้ปวด
✅ ถ้าคุณขาย อาหารคลีน ทำไมไม่จับมือกับ แบรนด์ชุดออกกำลังกาย เพื่อแชร์ฐานลูกค้า VIP ให้กันและกัน?
.
ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงเวิร์กกว่าการยิงแอด?
📌 Zero CAC (ต้นทุนหาลูกค้าใหม่เกือบศูนย์)
คุณได้ลูกค้าใหม่จากฐานแฟนคลับของพาร์ทเนอร์ โดยไม่ต้องจ่ายเงินให้ Facebook หรือ TikTok แม้แต่บาทเดียว
📌 High Trust (ความน่าเชื่อถือสูงปรี๊ด)
การที่แบรนด์ที่ลูกค้ารักอยู่แล้ว มาการันตีหรือแนะนำสินค้าของคุณ ลูกค้าจะเปิดใจซื้อง่ายกว่าการเห็นแอดโฆษณาลอยๆ หลายเท่าตัว!
.
เลิกมองทุกคนบนโลกธุรกิจเป็นคู่แข่ง แล้วเริ่มกางกระดาษลิสต์ดูครับว่า "ลูกค้าของเรา ก่อนและหลังที่จะมาซื้อสินค้าเรา... เขาต้องไปซื้ออะไรอีกบ้าง?"
.
นั่นแหละครับคือ "พาร์ทเนอร์" ที่คุณต้องรีบไปทำความรู้จัก และชวนเขามาทำ Co-marketing!
.
#NinePolthep #BusinessStrategy #CoMarketing #Partnership #SMEThailand #การตลาดออนไลน์ #บริหารธุรกิจ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ในที่ประชุมบริษัท เคยมีฉากโยนความผิดแบบนี้ไหมครับ ?
👉 เซลส์ : ยอดตกเพราะการตลาดหา Lead ขยะมาให้!
👉 การตลาด : Lead ดีแล้ว แต่เซลส์ปิดการขายไม่เป็นเอง!
👉 จัดซื้อ : ฉันซื้อของถูกลงตาม KPI แล้วนะ!
👉 ฝ่ายผลิต : แต่ของมันห่วย! ผลิตแล้วพัง ส่งลูกค้าไม่ทันโว้ย!
.
ผู้บริหารหลายคน เห็นภาพนี้แล้วปวดหัว ด่าลูกน้องว่าไม่มี Teamwork แต่อยากให้ลองถอยออกมามองภาพกว้าง ปัญหาการทำงานแบบตัวใครตัวมัน หรือ "Silo Mentality" อาจไม่ได้เกิดจากนิสัยคนเสมอไป
.
แต่มันเกิดจาก "โครงสร้าง KPI" ที่ผู้บริหารเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง!
.
ถ้าตั้งเป้าให้ "จัดซื้อ" ลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่ไปตั้งเป้าให้ "ฝ่ายผลิต" ห้ามมีของเสียเด็ดขาด... แบบนี้ยังไงก็ต้องทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกครับ เพราะ KPI มันขัดแย้งกันเอง (Conflicting KPIs)
.
🚨 3 วิธีแก้เกม ทุบกำแพงไซโล
.
[1] เปลี่ยนมาใช้ Shared KPI (เป้าหมายร่วม) : จับแผนกที่ต้องทำงานต่อกัน มาผูกชะตากรรมไว้ด้วยกัน เช่น ให้เซลส์กับการตลาดรับผิดชอบ "ยอดขายที่ปิดได้จริง" และ "ต้นทุนต่อลูกค้า 1 คน" ร่วมกัน ทีนี้รับรองว่าคุยกันดีแน่นอน เพราะถ้าพัง ก็พังคู่!
.
[2] ตั้งทีมเฉพาะกิจข้ามสายงาน (Cross-Functional) : เวลาดึงคนจากฝ่ายขาย บัญชี และโอเปอเรชัน มาลุยโปรเจกต์เดียวกัน พวกเขาจะเริ่มเข้าใจ "ข้อจำกัด" ของแผนกอื่น และเกิดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) กันมากขึ้น เลิกตั้งป้อมใส่กัน
.
[3] ผู้บริหารต้องเลิกเป็น “ผู้พิพากษา" : เวลาลูกน้องตีกัน เลิกทำตัวเป็นศาลคอยตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ให้สวมหมวก "สถาปนิก" แล้วมองหารอยรั่วในระบบที่ทำให้พวกเขาทำงานยาก แล้วไปแก้ที่ระบบแทน!
.
บริษัทจะไปต่อระดับร้อยล้านพันล้านไม่ได้เลยครับ ถ้าพลังงานของพนักงานหมดไปกับการทำ "สงครามประสาท" ภายในออฟฟิศ
.
ลองกลับไปเช็กดูนะครับ ว่าวันนี้บริษัทของเรามี KPI ข้อไหน ที่กำลังหลอกให้ลูกน้องเราตีกันเองอยู่หรือเปล่า?
.
#NinePolthep #การบริหารคน #วัฒนธรรมองค์กร #HR #ผู้นำยุคใหม่ #โครงสร้างองค์กร #KPI
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เวลาที่ธุรกิจ SME กำลังสเกลยอดขายข้ามผ่านจุด 50 ล้านบาท สิ่งแรกที่ผู้ก่อตั้งต้องทำคือการ "ถอยออกมาจากการบริหารหน้างาน (Day-to-day)" และสร้างชั้นการบริหารระดับกลาง (Middle Management) ขึ้นมารองรับ
.
วิธีการที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เลือกใช้คือ... มองหาพนักงานที่ทำงานเก่งที่สุด ยอดขายสูงที่สุด หรือเชี่ยวชาญที่สุดในทีม แล้วเลื่อนขั้นให้เขาเป็น “ผู้จัดการ"
.
แต่ในมุมมองของการวางโครงสร้างองค์กร นี่คือการตัดสินใจที่มักจะนำไปสู่ความเสียหายถึง 2 เด้ง คือ คุณเสียคนทำงานระดับท็อปไป และคุณได้ผู้จัดการที่บริหารทีมไม่เป็นมาแทน
.
หากวิเคราะห์ถึงรากของปัญหา ทำไมการโปรโมตคนเก่งถึงทำให้ระบบพัง? นี่คือ 3 ปัญหาโครงสร้างที่ซ่อนอยู่
.
❌ [1] ทักษะหน้างาน (Hard Skills) ขัดแย้งกับ ทักษะบริหาร (People Skills)
ความสามารถที่ทำให้คนๆหนึ่งเป็นพนักงานที่ยอดเยี่ยม คือการโฟกัสที่งานของตัวเอง และทำมันให้สมบูรณ์แบบ แต่ความสามารถของผู้จัดการ คือการทำให้ "คนอื่น" ทำงานได้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนเก่งขึ้นมาเป็นหัวหน้า พวกเขามักจะหงุดหงิดที่ลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายจึงเลือกที่จะ แย่งงานลูกน้องมาทำเอง เพราะคิดว่าเร็วกว่า และดีกว่า ทำให้พวกเขาทำงานหนักจน Burnout ส่วนลูกน้องก็ไม่ได้พัฒนาทักษะ
.
❌ [2] ภาวะคอขวดที่ระดับกลาง (Middle-Management Bottleneck)
เมื่อผู้จัดการมือใหม่ไม่กล้า "มอบหมายอำนาจตัดสินใจ (Delegate)" อย่างเด็ดขาด ทุกการตัดสินใจในแผนกต้องวิ่งกลับมาประทับตราที่ผู้จัดการคนเดียว ทำให้กระบวนการทำงานช้าลงกว่าตอนที่ไม่มีผู้จัดการเสียอีก และเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ พวกเขาก็จะวิ่งกลับไปหาเจ้าของธุรกิจให้ช่วยตัดสินใจอยู่ดี ทำให้คุณไม่สามารถหลุดพ้นจากหน้างานได้อย่างแท้จริง
.
❌ [3] โครงสร้างความก้าวหน้าที่บีบบังคับ (The Forced Career Path)
พนักงานเก่งๆ หลายคนไม่ได้อยากบริหารคน แต่พวกเขาอยากได้ "เงินเดือนที่สูงขึ้น" และ “การยอมรับ" โครงสร้างของ SME ส่วนใหญ่มักผูกการขึ้นเงินเดือนไว้กับตำแหน่งบริหาร (ต้องเป็นหัวหน้าถึงจะได้เงินเพิ่ม) ทำให้คนเก่งจำใจต้องรับตำแหน่งผู้จัดการทั้งที่ไม่ได้มีภาวะผู้นำ ผลลัพธ์คือการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้คนในทีมพากันทยอยลาออก
.
การแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การเลิกโปรโมตคนเก่งครับ แต่ต้องแก้ที่ "การออกแบบ Career Path" ให้ชัดเจน
.
องค์กรที่เป็นมืออาชีพจะแยกโครงสร้างความก้าวหน้าออกเป็น 2 สาย คือ สายบริหารสำหรับคนที่มีทักษะนำคน และ สายผู้เชี่ยวชาญสำหรับคนที่เก่งหน้างาน เพื่อให้ยอดฝีมือสามารถเติบโต ได้ค่าตอบแทนระดับสูงได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ไปคุมคนครับ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ
COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM
ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?
แน่นอนว่า ปัจจุบันมีสถาบันมากมายที่เปิดสอนหลักสูตรการขาย (Sales and Marketing) ซึ่งก่อนการตัดสินใจแน่นอนว่าอาจจะเกิดคำถามขึ้นได้ว่ามีเหตุผลอะไรถึงต้องมาเลือกเรียนกับ NinePolthep
เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 15 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในสายงานการขายและการตลาด“ผมจึงเข้าใจในความต้องการและปัญหาต่างๆ” ของเหล่าผู้ประกอบการ นักการตลาด รวมถึงพนักงานขาย ผมจึงออกแบบการอบรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
SELL ME IF YOU CAN ขายให้ได้…ถ้า (นาย) แน่จริง
Content Creator
Marketing
เจ้าของธุรกิจคลินิกเสริมความงาม
REVIEWS
เจ้าของธุรกิจ SME / สตาร์ทอัพ
นักการตลาด
ผู้บริหารองค์กรฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายบุคคล ฝ่ายการผลิต เป็นต้น
ปัจจุบันการขายทวีความยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลในทุกๆวัน ลูกค้ามีตัวเลือก และคู่เปรียบเทียบที่หลากหลาย ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าจึงสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อความอยู่รอดและเติบโตทางธุรกิจ นักขายทุกท่านจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยกระดับ “ความสามารถในการขายและการรักษาลูกค้า” ซึ่งเทคนิการขายแบบเดิมๆ การนำเสนอขายที่พูดถึงแค่คุณสมบัติสินค้าของตนเองที่เคยใช้กับลูกค้าในอดีตที่ผ่านมา อาจไม่เพียงพอต่อ ‘การปิดการขาย’ และไม่สามารถ “พิชิตใจลูกค้า” ได้อีกต่อไป
หนึ่งในวิธีที่กำลังมาแรงและได้รับการยอมรับว่าได้ผลลัพธ์ ที่น่าพอใจคือการขายแบบ “ที่ปรึกษา” ซึ่งเทคนิคการขายแบบให้คำปรึกษานั้นช่วยเจาะลึก ค้นหาเข้าใจความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าและนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ โดยวิธีการที่จะทำให้คุณได้เข้าใจและค้นหาความต้องการ / ปัญหาของลูกค้า หรือที่เรียกว่า ‘Pain Points’ นั่นเอง
จะดีกว่าไหม หากคุณสามารถค้นหา “Pain Points” จนเปลี่ยน “ความต้องการขาย” ให้เป็น “ลูกค้าอยากซื้อ”
เราจึงสร้างหลักสูตรที่ช่วยพัฒนาทักษะการขายแบบที่ ปรึกษา ที่จะช่วยเสริมสร้างให้เป็น “นักแก้ปัญหา” มากกว่าแค่ “นักขาย” ลงลึกถึงปัญหา สร้างการเรียนรู้ สู่การสร้างทักษะด้วย Practical Knowledge เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง ให้ความรู้ที่ได้รับกลายเป็นทักษะติดตัว โดยเริ่มตั้งแต่ทักษะการสื่อสาร “สร้างทัศนคติ” ของการเป็นที่ปรึกษา การเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้า บุคลิกภาพ การแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง แนวคิดที่มีต่อลูกค้าและสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการขายด้วยวิธีการที่ถูกพัฒนามาจากประสบการณ์ตรงในการเป็นนักขายของครูผู้สอน ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ให้การขายในทุกๆครั้งของคุณสามารถแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดได้เสมอ
01
Successful Consultant
เนื้อหาส่วนที่ 1
ขายแบบคุณหมอ คือไม่ขาย
เรื่องควรรู้สู่การเป็นที่ปรึกษา
เคล็ดลับของรวงข้าว เพิ่มเสน่ห์ให้นักขาย
เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
The Power of 1%
รู้จักตนเอง
รู้ใจลูกค้า
รู้ว่าแข่งกับใคร
รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
ถามอย่างไรให้ค้นใจลูกค้า
Present3
02
Successful Sales Person
เนื้อหาส่วนที่ 2
สุขที่หายไป หรือ ทุกข์ที่มากไป
สะสมคำขอบคุณ
แพ้เป็นแต่ไม่ยอมแพ้
ไม่มีข้อแม้ให้ความสำเร็จ
ปิดการขายให้ได้ใจลูกค้า
โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
ติดตาม ดูแล เทคแคร์ทุกคน
03
Intensive Workshop
เนื้อหาส่วนที่ 3
Workshop การถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
Workshop การนำเสนอสินค้าด้วย เทคนิค F/A/B นำเสนอ Value ที่ ลูกค้าอยากฟัง
Workshop การรับมือคำปฏิเสธ อย่างเป็นมืออาชีพ
Workshop ปิดการขายให้ได้ใจและได้ ยอดขาย
Discuss ปัญหาการขายจากประสบการณ์จริงและแนวทางการ แก้ไขอย่างมืออาชีพ
การรับมือกับการปฏิเสธ หรือปัญหาที่การขึ้นในระหว่างการขาย
เปิดโอกาสให้สามารถชักถามภายในคลาสกับวิทยากร
01
Mindset ของนักแก้ปัญหา
สุขที่ขาดหายไป ทุกข์ที่มากไป
ขายแบบไม่ขายทำยังไง
ทำยังไงถึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าติด
วิธีเพิ่มเสน่ห์ให้นักขายคืออะไร
ต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนไปเจอลูกค้า
พลังของการทำ 1% คืออะไร
02
เทคนิคนักขายแบบที่ปรึกษา
1. รู้จักตัวเองดีพอหรือยัง
workshop : จุดแข็ง
2. รู้จักลูกค้าดีพอหรือยัง
workshop : DBGP + จุดขาย
3. รู้จักคู่แข่งดีพอหรือยัง
4. รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
workshop : วิเคราะห์ จุดแข็ง VS จุดขาย VS จุดชนะ
5. ถามเป็นจะเห็นทาง ฟังเป็นจะเห็นใจ
6. 3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนนำเสนอสินค้า
7. เทคนิคการนำเสนอ FAB/BFA พูดเรื่องของลูกค้า หรือ เรื่องของเรา?
workshop : การนำเสนอด้วยเทคนิค FAB/BFA
8. เทคนิคการปิดการขาย กระตุ้นการซื้อ
9. โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
workshop : รับมือคำปฏิเสธ
10. เทคนิคการติดตามลูกค้า
กระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ
“Effective Consultative Sales Process”
ก่อนเจอลูกค้า
ระหว่างเจอลูกค้า
หลังเจอลูกค้า
Successful Consultant
Early Bird 9,800 ฿
ราคาปกติ 14,900 ฿
SAVE 5,100฿
Day 1
ขายแบบคุณหมอ คือไม่ขาย
4 เรื่องควรรู้ สู่การเป็นที่ปรึกษา
เคล็ดลับของรวงข้าว เพิ่มเสน่ห์ให้นักขาย
เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าขึ้น
The Power of 1%
The Empathy Map
รู้จักตนเอง
รู้ใจลูกค้า
รู้จักคู่ใคร
รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
ถามเป็นเห็นทาง ฟังเป็นเห็นใจ
Present3
Successful Sales Person
Early Bird 9,800 ฿
ราคาปกติ 14,900 ฿
SAVE 5,100฿
Day 2
Present3
ตอบแชทอย่างไร ให้ทัชใจ
ปิดการขาย ให้ได้ใจลูกค้า
โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
ติดตาม ดูแล เทคแคร์ทุกคน
คำถามที่พบบ่อย
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อสร้างและพัฒนาทักษะการขายแบบที่ปรึกษาให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานขาย หรือผู้ที่สนใจ ด้วยการเรียนรู้แบบ “Workshop-based learning” ช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ด้วยเทคนิคที่ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงด้านการขายมากกว่า 15 ปี
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรสอนสด (Offline) เพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ Intensive-Workshop พร้อมเปิดโอกาสในการซักถาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สอน หรือระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกัน
หลักสูตร Sell Me If You Can (Public Training) โดยปกติหลักสูตรถูกออกแบบมาให้เรียน 2 วันเต็ม โดยที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ 2 แบบ คือ รูปแบบที่หนึ่งเรียน 1 วัน (ได้เฉพาะวันแรก) และรูปแบบที่สองเรียน 2 วัน (เลือกเรียนคนละเดือนได้ แต่ต้องเรียนเนื้อหาของวันแรกมาก่อนแล้วเท่านั้น)
DAY 1 Successful Consultant เริ่มต้นด้วยวิธีคิดของการขายแบบที่ปรึกษา การวิเคราะห์ตนเอง ลูกค้า และคู่แข่ง เพื่อค้นหาจุดชนะ (Wining Zone) ที่จะนำไปสู่การนำเสนอขายสินค้าและบริการด้วยเทคนิค FAB > BFA อย่างมืออาชีพ และ DAY 2 Successful Sales Person ทบทวนฝึกฝนเนื้อหาที่เรียนไปวันแรกผ่านการทำ Workshop, Role play จากนั้นเรียนเพิ่มเติมในส่วนของเทคนิคการปิดการขาย การรับมือกับข้อโต้แย้งหรือคำปฏิเสธ รวมถึงการติดตามลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเฉพาะ DAY 1 ได้ แต่ไม่สามารถเลือกเรียนเฉพาะ DAY 2 ได้ เนื่องจากการลงมือทำ Intensive-Workshop ต้องมีพื้นฐาน “วิธีคิด” และ “วิธีการ” จากการเรียนในวันแรกมาก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและประโยชน์สูงสุดในการเรียน
สามารถเรียนได้ เพราะหลักสูตร Sell Me If You Can เริ่มต้นตั้งแต่การปรับวิธีคิด (Mindset) ให้ผู้เรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพว่าทำไมถึงต้องยกระดับจาก “นักขาย” ให้เป็น “ที่ปรึกษา” พร้อมพัฒนาทักษะด้วยเทคนิคการขายที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นใจลูกค้าจนไปสู่การพิชิตใจได้ในที่สุด
เหมาะกับลักษณะการขายหรือการนำเสนอสินค้า/บริการที่…
1) ไม่ต้องการแข่งขันราคา แต่ต้องการนำเสนอคุณค่าอื่นๆให้แก่ลูกค้า
2) สินค้า/บริการ ที่มีข้อมูลเยอะ ต้องการการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ มองเห็นประโยชน์หรือมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
3) สินค้า/บริการ ที่มีราคาสูง ลูกค้าต้องการได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เช่น อสังหาริมทรัพย์, รถ, ของแต่งบ้าน, คลินิกความงาม เป็นต้น
4) การนำเสนอไอเดียระหว่างธุรกิจ B2B เช่น เซลล์ขายสินค้า/บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ
ลงทะเบียนเรียน
ลงทะเบียนตอนนี้
รับส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท
เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ
COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM