In-House Training

หลักสูตรอบรมสำหรับองค์กร

เพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร

อาจารย์นาย

พลเทพ มาศรังสรรค์ และทีมที่ปรึกษา

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 18 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในสายงานการขายและการตลาด ” ผมจึงเข้าใจความต้องการและปัญหาต่าง ๆ ” ของเหล่าผู้ประกอบการ นักการตลาด รวมถึงพนักงานขาย

หลักสูตรการอบรมของผมและทีมที่ปรึกษา จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปใช้ในการทำงานได้จริง

เรียนง่าย ไม่ต้องท่องจำ ปรับใช้กับการทำงานได้จริง

ทำไมต้องเลือกเรียนกับ NINEPOLTHEP ?

ทำไมต้องเลือกเรียนกับ
NINEPOLTHEP ?

18 ปี+

ประสบการณ์ของ Nine Polthep

1000

ล้าน +

สร้างยอดขายให้กับ SMEs

2000

ชั่วโมง +

อบรมพัฒนาบุคลากร

เพิ่มศักยภาพทีมงาน

ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรคุณ

กว่า 100+ องค์กรชั้นนำ

ที่ไว้วางใจให้ NINE POLTHEP ดูแล

“เพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร”

เราเข้าใจดีว่า บุคลากร คือกุญแจ “สู่ความสำเร็จ” ในการดำเนินธุรกิจของทุกๆองค์กร เพื่อสร้างความสำเร็จของคุณให้เกิดขึ้นได้จริง และ เป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน

หลักสูตรของ NinePolthep จึงถูกออกแบบมา ให้เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบ “Workshop-based learning” เปลี่ยนแปลงความรู้ที่ได้รับ ให้กลายเป็นทักษะติดตัวเข้าใจเนื้อหา วิธีการได้ง่าย และรวดเร็วกว่า

ด้วยประสบการณ์ และความรู้ ของทีมผู้สอนของ NinePolthep ที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้านจึงพร้อมที่จะส่งเสริม ให้บุคลากรของคุณ นำความรู้ความสามารถไปพัฒนาองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ และ นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร

OUR RECOMMENDED
STEPS FOR YOUR SUCCESS

หมายเหตุ : รูปแบบเนื้อหาการเรียนการสอน จำนวนวันจัดอบรม สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโจทย์ของผู้บริหาร หรือปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรได้

หลักสูตรอบรมที่เราเชี่ยวชาญ

หลักสูตร

ที่ปรึกษาการขาย

(Consultative Sales Skill)

หลักสูตร

บริหารทีมขาย

(Sales Team Management)

หลักสูตร

พัฒนาภาวะผู้นำ

(Leadership Management)

หลักสูตร

ออกแบบการบริการ

(Service Blueprint Design)

หลักสูตร

การตลาดและการสร้างแบรนด์

(Branding for Digital Marketing)

หลักสูตร

วางแผนและพัฒนาธุรกิจ

(Business Strategy Creation)

ภาพบรรยากาศการเรียน

กระบวนการทำงาน

การจัดอบรมภายในองค์กร (In-house Training)

PRE CLASS

ประชุมครั้งที่ 1 ออกแบบหลักสูตรร่วมกับอาจารย์

IN CLASS

วันอบรม : เรียนรู้เนื้อหาและฝึกฝน

POST CLASS

ประชุมครั้งที่ 2 รายงานผลหลังอบรม

FOLLOW UP CLASS

วันอบรม : ฝึกฝน Workshop & Role play

POST CLASS

ประชุมครั้งที่ 3 รายงานผลหลังอบรม

PRE CLASS

ประชุมครั้งที่ 1

  •  ประชุมระหว่างผู้สอน และผู้บริหาร หัวหน้าฝ่ายบุคคล หรือ Management Level ที่เกี่ยวข้อง
  • เพื่อเตรียมเนื้อหาในการเรียน และ ออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในแต่ละองค์กรมากที่สุด

มอบหมายการบ้าน

  • ให้ผู้เข้าร่วมอบรม ทำการวิเคราะห์ลูกค้าและคู่แข่ง ช่วยให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจ สามารถมองเห็นภาพธุรกิจของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้หลักสูตร และลงมือทำ Workshop ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

IN CLASS

วันอบรม

  • Workshop-based Learning : เรียนรู้เนื้อหา และฝึกฝน ผ่านการทำ Workshop และ Role play สุดเข้มข้น เพื่อพัฒนา “ความรู้” ให้กลายเป็น “ทักษะ” ได้ทันที
  • Case-based Learning : แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ระหว่างผู้อบรม และผู้สอน พร้อมค้นหา แนวทางที่ถูกต้องร่วมกับผู้สอน
  • ปิดท้ายหลักสูตรด้วยการสรุปข้อปฏิบัติ แนวทาง ที่ถูกต้องให้กับผู้เรียน ก่อนนำไปปรับใช้ใน การทำงานจริง

POST CLASS

ประชุมครั้งที่ 2

  • ประชุมระหว่างผู้สอน และผู้บริหาร หัวหน้าฝ่ายบุคคล หรือ Management Level ที่เกี่ยวข้อง
  • เพื่อรายงานสรุปผลการเรียนรู้ในภาพรวมของทีม และรายงานผลผู้เรียนที่โดดเด่น / ควรปรับปรุง พร้อมเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต่อไป

FOLLOW UP CLASS

วันอบรม

  • หลังจาก IN CLASS เสร็จสิ้น เว้นระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ กลับมาติดตามผลการเรียนรู้ และทบทวนบทเรียน จากการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียน ไปปรับใช้ในงานจริง
  • ตรวจสอบปัญหาที่พบ หรือข้อควรปรับปรุง เมื่อนำเทคนิคที่ได้ไปใช้ในการทำงานจริง ผ่านการ ลงมือทำ Intensive-Workshop แบบรายบุคคล ตลอดทั้งวัน
  • Intensive-Workshop Class ฝึกทำ Workshop ตลอดทั้งวัน โดยไม่เรียนเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม

POST CLASS

ประชุมครั้งที่ 3

  • ประชุมระหว่างผู้สอน และผู้บริหาร หัวหน้าฝ่ายบุคคล หรือ Management Level ที่เกี่ยวข้อง
  • เพื่อรายงานสรุปผลการเรียนรู้ในภาพรวมของทีม และรายงานผลผู้เรียนที่โดดเด่น / ควรปรับปรุง พร้อมเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต่อไป

เสียงตอบรับจากผู้เรียน

In-house Training หลักสูตรอบรมสำหรับองค์กร

ออกแบบหลักสูตรกับเรา
เพื่อช่วยพัฒนาและเพิ่มทักษะให้ทีมงานของคุณ

Facebook

NinePolthep Consulting ที่ปรึกษาธุรกิจ การตลาด พัฒนาองค์กร

NinePolthep Consulting พวกเราใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ช่วยลูกค้าพัฒนาธุรกิจ การตลาด ในฐานะที่ปรึกษาด้านองค์กร กลยุทธ์ แผนการตลาด การยิงแอดโฆษณา และเพื่อนคู่คิดตลอดเส้นทางธุรกิจของคุณ

Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons

เวลาที่ธุรกิจ SME กำลังสเกลยอดขายข้ามผ่านจุด 50 ล้านบาท สิ่งแรกที่ผู้ก่อตั้งต้องทำคือการ "ถอยออกมาจากการบริหารหน้างาน (Day-to-day)" และสร้างชั้นการบริหารระดับกลาง (Middle Management) ขึ้นมารองรับ
.
วิธีการที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เลือกใช้คือ... มองหาพนักงานที่ทำงานเก่งที่สุด ยอดขายสูงที่สุด หรือเชี่ยวชาญที่สุดในทีม แล้วเลื่อนขั้นให้เขาเป็น “ผู้จัดการ"
.
แต่ในมุมมองของการวางโครงสร้างองค์กร นี่คือการตัดสินใจที่มักจะนำไปสู่ความเสียหายถึง 2 เด้ง คือ คุณเสียคนทำงานระดับท็อปไป และคุณได้ผู้จัดการที่บริหารทีมไม่เป็นมาแทน
.
หากวิเคราะห์ถึงรากของปัญหา ทำไมการโปรโมตคนเก่งถึงทำให้ระบบพัง? นี่คือ 3 ปัญหาโครงสร้างที่ซ่อนอยู่
.
❌ [1] ทักษะหน้างาน (Hard Skills) ขัดแย้งกับ ทักษะบริหาร (People Skills)
ความสามารถที่ทำให้คนๆหนึ่งเป็นพนักงานที่ยอดเยี่ยม คือการโฟกัสที่งานของตัวเอง และทำมันให้สมบูรณ์แบบ แต่ความสามารถของผู้จัดการ คือการทำให้ "คนอื่น" ทำงานได้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนเก่งขึ้นมาเป็นหัวหน้า พวกเขามักจะหงุดหงิดที่ลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายจึงเลือกที่จะ แย่งงานลูกน้องมาทำเอง เพราะคิดว่าเร็วกว่า และดีกว่า ทำให้พวกเขาทำงานหนักจน Burnout ส่วนลูกน้องก็ไม่ได้พัฒนาทักษะ
.
❌ [2] ภาวะคอขวดที่ระดับกลาง (Middle-Management Bottleneck)
เมื่อผู้จัดการมือใหม่ไม่กล้า "มอบหมายอำนาจตัดสินใจ (Delegate)" อย่างเด็ดขาด ทุกการตัดสินใจในแผนกต้องวิ่งกลับมาประทับตราที่ผู้จัดการคนเดียว ทำให้กระบวนการทำงานช้าลงกว่าตอนที่ไม่มีผู้จัดการเสียอีก และเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ พวกเขาก็จะวิ่งกลับไปหาเจ้าของธุรกิจให้ช่วยตัดสินใจอยู่ดี ทำให้คุณไม่สามารถหลุดพ้นจากหน้างานได้อย่างแท้จริง
.
❌ [3] โครงสร้างความก้าวหน้าที่บีบบังคับ (The Forced Career Path)
พนักงานเก่งๆ หลายคนไม่ได้อยากบริหารคน แต่พวกเขาอยากได้ "เงินเดือนที่สูงขึ้น" และ “การยอมรับ" โครงสร้างของ SME ส่วนใหญ่มักผูกการขึ้นเงินเดือนไว้กับตำแหน่งบริหาร (ต้องเป็นหัวหน้าถึงจะได้เงินเพิ่ม) ทำให้คนเก่งจำใจต้องรับตำแหน่งผู้จัดการทั้งที่ไม่ได้มีภาวะผู้นำ ผลลัพธ์คือการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้คนในทีมพากันทยอยลาออก
.
การแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การเลิกโปรโมตคนเก่งครับ แต่ต้องแก้ที่ "การออกแบบ Career Path" ให้ชัดเจน
.
องค์กรที่เป็นมืออาชีพจะแยกโครงสร้างความก้าวหน้าออกเป็น 2 สาย คือ สายบริหารสำหรับคนที่มีทักษะนำคน และ สายผู้เชี่ยวชาญสำหรับคนที่เก่งหน้างาน เพื่อให้ยอดฝีมือสามารถเติบโต ได้ค่าตอบแทนระดับสูงได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ไปคุมคนครับ
... See MoreSee Less

เวลาที�

"พี่อยากได้ระบบแบบบริษัทใหญ่ แต่พี่มีงบจ้างผู้จัดการแค่เดือนละ 25,000 นะ"
.
นี่คือคำขอกระจกสะท้อน "เพดานความคิด" ของเจ้าของ SME หลายคนที่อยากเติบโต แต่ไม่ยอมลงทุนกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "คน (Talent)”
.
การสเกลธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่การปั๊มยอดขาย หรือเปิดสาขาเพิ่ม แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านจาก "ระบบทำมือ" ไปสู่ "ระบบอัตโนมัติ" ซึ่งคุณไม่สามารถคาดหวังให้พนักงานระดับปฏิบัติการ (Operator) มาเป็นคนออกแบบโครงสร้างระดับองค์กรได้
.
ถ้าคุณอยากทะลุเพดานร้อยล้าน นี่คือความจริงเรื่องคน ที่คุณต้องยอมรับให้ได้
.
🧠 [1] 1. เลิกจ้าง "คนรอรับคำสั่ง" แล้วเริ่มจ้าง “คนวางระบบ"
พนักงานทั่วไปคือคนที่รอให้บอสสั่งซ้ายหันขวาหัน ซึ่งเหมาะกับตอนที่บริษัทเพิ่งตั้งไข่ แต่การสเกลองค์กรไปร้อยล้าน คุณต้องการ "คนวางระบบ" (Professional) คือคนที่เดินเข้ามาแล้วกล้าบอกคุณได้ว่า "สิ่งที่ทำอยู่มันมั่ว ถ้าจะให้ยอดโต 3 เท่า เราต้องรื้อหลังบ้านใหม่แบบนี้ครับ...” คุณต้องกล้าจ่ายแพงเพื่อซื้อสมองมาคิดแทนคุณ ไม่ใช่ซื้อแค่แรงงานมาทำตามที่คุณสั่ง
.
⛓️ [2] จ้างคนเก่งมาแล้ว... ต้องเลิกทำตัวเป็นคอขวด
ความผิดพลาดคลาสสิกคือ จ้างผู้บริหารเงินเดือนแสนมาทำงาน แต่สุดท้ายอำนาจการอนุมัติโปรเจกต์หลักพันยังต้องรอให้ CEO เซ็น! ถ้าคุณจ้างคนเก่งมาแล้วไม่ยอมมอบอำนาจ ให้เขาตัดสินใจ คุณก็แค่เสียเงินจ้างพนักงานธุรการราคาแพงมาคนนึงเท่านั้น
.
🏢 [3] ยอมรับว่า "คนยุคบุกเบิก" อาจไปต่อไม่ได้ทุกคน
ข้อนี้เจ็บปวดแต่คือเรื่องจริง พนักงานที่ร่วมหัวจมท้ายมาตั้งแต่บริษัทตั้งไข่ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพ หรือกรอบความคิดที่พร้อมจะดูแลองค์กรขนาด 100 ล้าน หน้าที่ของผู้นำคือการจัดสรรพวกเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม (ที่ไม่ใช่คอขวดขององค์กร) และให้เกียรติพวกเขา ในขณะเดียวกันก็เปิดทางให้มืออาชีพคนใหม่เข้ามาบริหารจัดการแทน
.
คุณไม่สามารถสร้างธุรกิจ 100 ล้าน ด้วยเครื่องมือ และ Mindset ของธุรกิจ 10 ล้านได้ อยากได้ผลลัพธ์แบบมืออาชีพ... คุณต้องกล้าลงทุนสร้างทีมแบบมืออาชีพครับ
.
#NinePolthep #SMEThailand #ธุรกิจSME #ปัญหาธุรกิจ #ขยายธุรกิจ
... See MoreSee Less

พี่อยา�

ถ้ายอดขายมันวนจนเติบโตต่อไปถีงหลักร้อยไม่ได้
.
ลองทักมาพูดคุยกันนะครับ 😊
... See MoreSee Less

ปัญหาคลาสสิกของคนเก่งที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้า คือความกลัวที่ว่า "ลูกน้องจะทำได้ไม่ดีเท่าตัวเอง" จึงเลือกที่จะลงไปคุมทุกรายละเอียด
.
ผลลัพธ์ที่ได้คือ... หัวหน้ากลายเป็น "คอขวด (Bottleneck)" ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนลูกน้องก็กลายเป็นแค่ "หุ่นยนต์ทำตามสั่ง" ที่ถูกริบความเป็นเจ้าของงานไปจนหมด
.
ถ้าหัวหน้าสั่งทุกกระเบียดนิ้ว ลูกน้องก็ไม่มีความจำเป็นต้อง "คิด" อีกต่อไป แล้วจะออกจากวงจรเดอะแบกนี้ได้อย่างไร?
.
คำตอบคือคุณต้องเปลี่ยนจากสาย Micro มาเป็นสาย Delegate (การมอบหมายงาน) อย่างแท้จริง
.
แต่นี่คือหลุมพรางที่หลายคนพลาด... การ Delegate ไม่ใช่การ "โยนงาน (Dump)" แล้วทิ้งขว้างให้ลูกน้องไปงมเอาเอง แต่การ Delegate ที่สมบูรณ์แบบ ต้องประกอบไปด้วย 4 กฎเหล็กนี้ครับ
.
✅ [1] บอกแค่ "WHAT" กับ "WHY" แต่ปล่อย "HOW"
ให้พวกเขาคิดเอง คุณต้องให้อิสระลูกน้องในการคิดและออกแบบเอง ยอมรับให้ได้ว่าวิธีการของเขาอาจจะไม่เหมือนคุณ 100% ตราบใดที่ผลลัพธ์ออกมาตรงตามเป้าหมาย
.
✅ [2] กำหนด "Checkpoints" ไม่ใช่ตามทุกขั้นตอน
เลิกทักไลน์ไปถามว่า "ถึงไหนแล้ว?" ทุกๆ สองชั่วโมง แต่ให้ตกลงกันล่วงหน้าเลยว่า เราจะอัปเดตงานกัน "เมื่อไหร่" และ "ตรงจุดไหน" (เช่น อัปเดตทุกวันศุกร์บ่าย หรือเมื่อจบเฟส 1) ระหว่างทางนั้นจงปล่อยให้เขาได้ลุยงานอย่างมีสมาธิ
.
✅ [3] มอบหมาย "อำนาจ" ไปพร้อมกับ "ความรับผิดชอบ"
การ Delegate ที่ล้มเหลวที่สุด คือการสั่งให้ลูกน้องไปทำงานใหญ่ แต่ไม่ให้อำนาจตัดสินใจอะไรเลย (ต้องวิ่งกลับมาขออนุมัติคุณทุกเรื่อง) ถ้ามอบหมายงานแล้ว คุณต้องมอบอำนาจ และทรัพยากร (งบประมาณ/กำลังคน) ให้เขาลุยหน้างานได้เองด้วย
.
✅ [4] สร้างพื้นที่ให้ "ล้มได้อย่างปลอดภัย"
ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าแลก! คุณต้องยอมรับผลงานที่สมบูรณ์แบบ 80% ที่ลูกน้องทำเอง ดีกว่าผลงาน 100% ที่คุณต้องลงไปคลุกฝุ่นทำแทนทั้งหมด เพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ภายใต้กรอบที่คุณควบคุมได้ คือ "ค่าเทอม" ชั้นดีที่จะทำให้ลูกน้องคุณเก่งขึ้นในอนาคต
.
Micromanage คือการสร้าง "ผู้ตาม" ที่รอรับคำสั่ง Delegate คือการสร้าง "ผู้นำคนใหม่" ที่คิดและตัดสินใจแทนคุณได้
.
บทบาทของผู้นำไม่ใช่การเป็น "พนักงานที่เก่งที่สุดในทีม" อีกต่อไป แต่หน้าที่ของคุณคือการ "สร้างทีมที่เก่งกว่าคุณ" ต่างหากครับ
.
#NinePolthep #Leadership #Micromanagement #Delegation #ผู้นำยุคใหม่ #การบริหารคน #HR #พัฒนาตัวเอง
... See MoreSee Less

ปัญหาค�

เรามักจะได้ยินกระแสเรื่อง Quiet Quitting (การลาออกเงียบ) ที่พนักงานหันมาทำงานแค่ตามเงินเดือนกันบ่อยๆ แต่ในฝั่งของการบริหารจัดการ ก็มีวิชามารคลาสสิกที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "Quiet Firing" หรือ การบีบให้ออกเงียบๆ
.
Quiet Firing คือการที่หัวหน้างาน หรือองค์กร จงใจสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกไร้ค่า อึดอัด และกดดันจนทนไม่ไหว แล้วเลือกที่จะ “เดินไปเขียนใบลาออกเอง"
.
ทำไมผู้นำถึงใช้วิธีนี้? เหตุผลหลักคือเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ และที่สำคัญคือ... ไม่อยากจ่ายเงินค่าชดเชยเลิกจ้าง!
.
แต่นี่คือกลยุทธ์ที่แลกมาด้วยต้นทุนแฝงที่ทำลายล้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างมหาศาล
.
🚨 4 สัญญาณเตือน ของการทำ Quiet Firing
🔥 [1] ตัดโอกาสการเติบโต และริบงานสำคัญ : ไม่ถูกเชิญเข้าประชุมสำคัญ หรือโปรเจกต์ใหญ่ ให้ทำแต่งานรูทีนไร้ความหมาย
🔥 [2] แช่แข็งความก้าวหน้า : ไม่มีการขึ้นเงินเดือน ไม่โปรโมต และไม่ยอมให้ Feedback เพื่อพัฒนาใดๆ
🔥 [3] ตั้งเป้าให้พัง : โยนเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้มาให้ทำ ไม่ให้ทรัพยากรสนับสนุน เพื่อรอจับผิดเวลาทำงานพลาด
🔥[4] จับผิดทุกอณู : Micro Manage ทุกขั้นตอน เล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาเป็นประเด็นบั่นทอนความมั่นใจ
.
ในระยะสั้น บริษัทอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง "ชนะ" ที่ไม่ต้องจ่ายค่าเลิกจ้าง แต่รู้ไหมว่า ต้นทุนแฝงที่ต้องจ่ายมันแพงมหาศาล!
.
เพราะเมื่อเพื่อนร่วมงานคนอื่นเห็นว่าบริษัทใช้วิธีบีบคนออกอย่างเลือดเย็น "ความเชื่อใจ" ในองค์กรจะพังทลายลงทันที และบรรดาคนเก่ง (Talent) จะเป็นกลุ่มแรกที่ทยอยหนีตายจากองค์กรที่เป็นพิษแบบนี้
.
ทางออกของผู้นำที่เป็น "มืออาชีพ" คือการมีความกล้าหาญ ถ้าผลงานไม่ผ่าน ให้ทำแผนพัฒนา (PIP) คุยกันตรงๆ แบบให้เกียรติ ถ้าสุดท้ายไปต่อไม่ได้จริงๆ การเลิกจ้างอย่างถูกต้อง และจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย คือวิธีที่สง่างามที่สุด
.
การเลิกจ้างคนไม่ใช่เรื่องผิด... แต่การจงใจสร้างสภาพแวดล้อม Toxic เพื่อกดดันให้คนยอมแพ้ไปเอง คือความล้มเหลวของการเป็นผู้นำครับ
.
#NinePolthep #quitefiring #ผู้นำ #toxicorganization #การบริหารคน
... See MoreSee Less

เรามัก�

ในยุคนี้ การเห็นพนักงานเลิกงานตรงเวลาเป๊ะ หรือปฏิเสธงานนอกเหนือ Job Description อาจไม่ได้แปลว่าพวกเขา "ขี้เกียจ" เสมอไป
.
แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะ Quiet Quitting หรือการลาออกเงียบ
.
ถ้าการลาออกปกติ คือ การยื่นซองขาว และเดินจากไป... Quiet Quitting ก็คือการ "ลาออกทางใจ" ที่พนักงานยังคงมาทำงานตรงเวลา รับผิดชอบงานใน Job Description ได้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง แต่สิ่งที่พวกเขา "ปฏิเสธ" ที่จะให้บริษัทอีกต่อไป คือ ความทุ่มเทแบบถวายหัว พวกเขาเลิกเป็นเดอะแบก เลิกนำเสนอไอเดียใหม่ๆ และไม่รับความเครียดเพิ่มเติม
.
ซึ่งสาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากตัวพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลสะสมจากสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้วย
.
💡 ความเหนื่อยล้าสะสม (Burnout) จากการถูกรุกล้ำเวลาพักผ่อน
💡 ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับความทุ่มเท (ทำ 150% แต่ได้รับเท่าคนทำ 100%)
💡 มองไม่เห็นโอกาสเติบโต
💡 ขาดการยอมรับ หรือมีหัวหน้างานแบบ Micromanagement
.
สำหรับผู้นำองค์กร และ HR ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องเรียกพนักงานมาตักเตือน แต่คือ "Wake-up Call" ที่บอกให้องค์กรต้องหันกลับมาทบทวนระบบการดูแลคน
.
✅ เปลี่ยนจาก Exit Interview (คุยเมื่อสาย) เป็น Stay Interview (คุยเพื่อดูแลใจในวันที่เขายังอยู่)
✅ ทบทวนโครงสร้างผลตอบแทนให้ยุติธรรม โปร่งใส
✅ เคารพ Work-life Balance อย่างแท้จริง
.
ท้ายที่สุดแล้ว... ความทุ่มเทของพนักงานไม่ได้เกิดจากการเรียกร้อง แต่เกิดจากการที่องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขารู้สึก "มีคุณค่า" และ "คุ้มค่า" ที่จะทุ่มเทต่างหากครับ
.
#NinePolthep #QuietQuitting #การบริหารคน #HR #Leadership #วัฒนธรรมองค์กร #ผู้นำยุคใหม่
... See MoreSee Less

ในยุคน�
Load more

ชำระค่าอบรมผ่านบัตรเครดิตได้

เลขที่ 1 อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ชั้น 27 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

ติดต่อเรา

SCAN THE QR CODE TO CONTACT

เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ

THANK YOU

ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ
ทางทีมงานจะดำเนินการยืนยันการลงทะเบียนเรียนของท่านทางอีเมลโดยเร็วที่สุด