คอร์สเดียวที่จะทำให้คุณเข้าใจ "ภาพรวมธุรกิจของคุณ"

หลักสูตรวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจด้วย Business Model Canvas

หลักสูตรที่มากกว่าการเติมข้อมูลลงในตาราง 9 ช่อง คุณจะเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ ของคุณแบบรอบด้าน พร้อมพาคุณลงมือทำในPrivate Consult 1:1เพื่อให้คุณมองเห็นเส้นทางความสำเร็จของธุรกิจอย่างชัดเจน

Business Model Canvas คืออะไร ?

Business Model Canvas (BMC) คือเครื่องมือสำคัญสำหรับการวางแผนธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบซึ่งจะทำให้คุณสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

BMC ไม่ใช่แค่เพียงแผนธุรกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงพลัง ที่จะช่วยให้คุณสามารถ วางแผนการเติบโตและขยายธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

โมเดลทางธุรกิจ

แบบจำลองทางธุรกิจ

รูปแบบธุรกิจ

ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ

KEY TRENDS

1. Technology 2. Regulatory 3. Societal & Cultural 4. Socialeconomic

MARKET FORCES

1. Market Segments 2. Needs & Demands 3. Market Issues 4. Switching Costs 5. Revenue Attractiveness

Macro Econimic Forces

1. Global Market Conditions 2. Capital Markets 3. Commodities & Other Resources 4.Economic Infrastructure

Industry Forces

1. Stakeholders 2. Suppliers 3. Competing Services 4. Potential Competitors

นอกจากนี้ การอบรม มีการให้ทำ Workshop ลงมือ ทำจริง สอนเพื่อให้ ทำเป็น หรือที่เรียกกันว่า และเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สานสัมพันธ์ เติมคอนเนคชั่น กับเพื่อนในชั้นเรียน 

ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการวางแผน

Business Model Canvas ?

การมีสินค้าหรือบริการที่ดีอย่าง เดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อธุรกิจ

ความเสี่ยงของปัจจัยภายนอก ที่มาจากคู่แข่ง เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้

จุดชนะของการทำธุรกิจท่านควรอยู่บนจุดใด? รู้จักตัวเอง รู้จักคู่แข่ง รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

Business Model Canvas (BMC) สามารถช่วยให้คุณตอบคำถามสำคัญกับธุรกิจของคุณ 6 เรื่อง คือ

WHO

ใครคือลูกค้าที่เราจะส่งมอบสินค้าหรือบริการ ?

WHAT

บริษัทจะพัฒนาสินค้าหรือบริการอะไรต่อในอนาคต ?

WHERE

สนามแข่งขันของเราอยู่ที่ไหน ?

WHEN

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับแผนการตลาดที่ต่างกันไป ?

HOW

ทำอย่างไรให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ ?

WHY

ลูกค้าต้องซื้อสินค้า/บริการของเรา ?

ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?

หลักสูตร The Canvas Extra สอนการใช้ “Business Model Canvas” หรือที่เรียกกันว่า “BMC

“BMC” เป็นแม่แบบโมเดลธุรกิจ เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่สามารถช่วยธุรกิจคุณได้ดังนี้
ออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
หาแนวทางในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ
สร้างแผนธุรกิจและแผนการตลาด
วิเคราะห์จุดเเข็ง ปิดจุดอ่อนภายในธุรกิจ
ตีกรอบแนวคิด ล็อคจุดโฟกัส เพื่อให้เห็นภาพธุรกิจตนเองชัดขึ้น รวมถึงด้านที่ไม่ถนัด
การเข้าใจ เข้าถึงธุรกิจของตนเองอย่างแท้จริง

The Canvas Extra จะสอนคุณมากกว่าการเติมข้อมูลลงตาราง 9 ช่องใน BMC
คุณจะเข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือนี้อย่างลึกซึ้ง ใน 1:1 private consult session ที่เราจะพาคุณลงมือทำ
วิเคราะห์ธุรกิจของคุณ ให้คุณสามารถมี model ธุรกิจที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

หลักสูตร และแนวคิดหลักสูตร

Business Model Canvas คืออะไร ?

Business Model Canvas (BMC) คือเครื่องมือสำคัญสำหรับการวางแผนธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบซึ่งจะทำให้คุณสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

BMC ไม่ใช่แค่เพียงแผนธุรกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงพลัง ที่จะช่วยให้คุณสามารถ วางแผนการเติบโตและขยายธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

โมเดลทางธุรกิจ

แบบจำลองทางธุรกิจ

รูปแบบธุรกิจ

ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ

โมเดลทางธุรกิจ

แบบจำลองทางธุรกิจ

รูปแบบธุรกิจ

ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็น

แนวทางการดำเนินธุรกิจ

ท่านใช้เครื่องมือใด? ในการวางแผนเพื่อสร้างอนาคตให้ธุรกิจ

หลักสูตร The Canvas Extra สอนการใช้ “Business Model Canvas” หรือที่เรียกกันว่า “BMC

“BMC” เป็นแม่แบบโมเดลธุรกิจ เปHนเครื่องมือทางธุรกิจ ที่สามารถช่วยธุรกิจคุณได้ดังนี้
ออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
หาแนวทางในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ
สร้างแผนธุรกิจและแผนการตลาด
วิเคราะห์จุดเเข็ง ปิดจุดอ่อนภายในธุรกิจ
ตีกรอบแนวคิด ล็อคจุดโฟกัส เพื่อให้เห็นภาพธุรกิจตนเองชัดขึ้น รวมถึงด้านที่ไม่ถนัด
การเข้าใจ เข้าถึงธุรกิจของตนเองอย่างแท้จริง

เนื่องจากหลักสูตรมีชื่อว่า The Canvas Extra จะไม่ได้สอนเพียงการอธิบายและการเติมข้อมูล
ลงตาราง 9 ช่อง BMC โดยเนื้อหาจะเป็นการสอนให้เข้าใจ ตลอดชีพ ไม่ต้องท่องจำและสามารถใช้ในการดำเนินธุรกิจได้จริง รวมถึงการประยุกต์ BMC ในแต่ละช่องเข้ากับเครื่องมือทางธุรกิจ
(Business Tools) อื่นๆ ดังนี้

KEY TRENDS

1. Technology 2. Regulatory 3. Societal & Cultural 4. Socialeconomic

MARKET FORCES

1. Market Segments 2. Needs & Demands 3. Market Issues 4. Switching Costs 5. Revenue Attractiveness

Macro Econimic Forces

1. Global Market Conditions 2. Capital Markets 3. Commodities & Other Resources 4.Economic Infrastructure

Industry Forces

1. Stakeholders 2. Suppliers 3. Competing Services 4. Potential Competitors

นอกจากนี้ การอบรม มีการให้ทำ Workshop ลงมือ ทำจริง สอนเพื่อให้ ทำเป็น หรือที่เรียกกันว่า และเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สานสัมพันธ์ เติมคอนเนคชั่น กับเพื่อนในชั้นเรียน 

 

Business Model

Business Model Canvas (BMC) สามารถช่วยให้คุณตอบคำถามสำคัญกับธุรกิจของคุณ 6 เรื่อง คือ

WHO

ใครคือลูกค้าที่เราจะส่งมอบสินค้าหรือบริการ ?

WHAT

บริษัทจะพัฒนาสินค้าหรือบริการอะไรต่อในอนาคต ?

WHERE

สนามแข่งขันของเราอยู่ที่ไหน ?

WHEN

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับแผนการตลาดที่ต่างกันไป ?

HOW

ทำอย่างไรให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ ?

WHY

ลูกค้าต้องซื้อสินค้า/บริการของเรา ?

ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการวางแผน

Business Model Canvas ?

การมีสินค้าหรือบริการที่ดีอย่าง เดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อธุรกิจ

ความเสี่ยงของปัจจัยภายนอก ที่มาจากคู่แข่ง เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้

จุดชนะของการทำธุรกิจท่านควรอยู่บนจุดใด? รู้จักตัวเอง รู้จักคู่แข่ง รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

หลักสูตร และแนวคิดหลักสูตร

ทำไมต้องอบรม"The Canvas Extra"
By NinePolthep ?

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร?

เจ้าของธุรกิจ SME / สตาร์ทอัพ

นักการตลาด

ผู้บริหารองค์กรฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายบุคคล ฝ่ายการผลิต เป็นต้น

เจ้าของธุรกิจ ที่กำลังเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้

1. ธุรกิจขนาดเล็ก ที่ขาดไอเดียในการวางแผนธุรกิจ หรือพึ่งทำธุรกิจไม่นาน 2.องการเข้าใจธุรกิจในส่วนที่ไม่ถนัดและ 3. ธุรกิจขายได้ปกติ ดำเนินการปกติ แต่ไม่โตสักที 4. อยากเข้าใจธุรกิจตัวเองอย่างแท้จริง 5. ต้องการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ลงคอร์ส "The Canvas Extra"แล้วท่านจะได้อะไร นำไปใช้ได้อย่างไร ?

บรรยากาศคลาสเรียน

Facebook

NinePolthep Consulting ที่ปรึกษาธุรกิจ การตลาด พัฒนาองค์กร

NinePolthep Consulting พวกเราใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ช่วยลูกค้าพัฒนาธุรกิจ การตลาด ในฐานะที่ปรึกษาด้านองค์กร กลยุทธ์ แผนการตลาด การยิงแอดโฆษณา และเพื่อนคู่คิดตลอดเส้นทางธุรกิจของคุณ

Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons

เจ้าของธุรกิจ SME หลายๆคนมักถามว่า 'จ่ายเงินทำการตลาดแค่ไหนถึงจะเรียกว่าคุ้ม?' เป็นคำถามที่ผมตอบยากที่สุด ถ้าเรายังไม่รู้ว่า "เป้าหมาย" ของคุณคืออะไร เพราะงบการตลาดที่ 'คุ้ม' ของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน
.
วันนี้จะมากางสูตรการจัดสรรงบการตลาด เพื่อให้คุณไม่ต้อง "เทเงินทิ้ง" แต่เป็นการ "ลงทุนเพื่อผลกำไร"
.
อย่างแรกทำความเข้าใจก่อนว่า การตลาดคือ ‘การลงทุน’ ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่าย’❗️
.
ก่อนจะไปดูตัวเลข อยากให้ปรับ Mindset เรื่องนี้ก่อน หลายคนมองการตลาดเป็นค่าใช้จ่าย (Expense) ทำให้เวลาเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่ตัดทิ้งคือการตลาด แต่จริงๆ แล้วการตลาดคือการลงทุนเพื่อรักษาระดับยอดขาย
.
ซึ่งการกำหนดเปอร์เซ็นต์งบการตลาด มักคำนวณจาก "ยอดขายรวม (Gross Revenue)" โดยแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลักๆ คือ
.
📣 1. ระดับ 5% ของยอดขาย (ประคองตัว - Maintenance)
เหมาะสำหรับแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว หรือต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม
💡 เน้นการทำ Remarketing, ดูแลฐานข้อมูลลูกค้าเดิม (CRM) และรักษายอดขายให้คงที่
📊 ความคุ้มค่า : ความเสี่ยงต่ำสุด แต่ยอดขายอาจจะไม่หวือหวา
.
📣 2. ระดับ 10-12% ของยอดขาย (เน้นโต - Growth)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่อยากขยายฐานลูกค้าใหม่ หรือคู่แข่งในตลาดเริ่มดุเดือด
💡 เน้นการทำ Content ใหม่ๆ, หา Lead ใหม่ (Customer Acquisition) และเพิ่มการรับรู้ (Awareness)
📊 ความคุ้มค่า : เป็นตัวเลขที่สมดุลที่สุดสำหรับ SME ที่ต้องการขยับขยาย
.
📣 3. ระดับ 20%+ ของยอดขาย (บุกตลาด หรือแจ้งเกิด)
เหมาะสำหรับสินค้าใหม่ (New Launch), ช่วง High Season หรือต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดกะทันหัน
💡 เน้นการอัดงบโฆษณาทุกช่องทาง และการใช้ Influencer จำนวนมาก
📊 ความคุ้มค่า : ยอดขายพุ่งไว แต่ "กำไรสุทธิ" จะบางมากในช่วงแรก ต้องดู Cash Flow ให้ดี
.
และสิ่งที่ SME มักพลาดคือลืมดู Gross Profit (GP) หรือกำไรขั้นต้นของตัวเอง ก่อนจะเคาะงบ 5% หรือ 20% ให้กลับมาดูว่า "กำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว คุณเหลือที่ว่าง (Margin) ให้เล่นแค่ไหน?"
.
สรุปแล้วตัวเลข 5% หรือ 20% ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่ "เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณไหม" เท่านั้นเอง แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ ตอนนี้ใช้เงินทำการตลาดไปกี่เปอร์เซ็นต์?
.
#NinePolthep #การตลาดสำหรับSME #งบการตลาด #MarketingStrategy #SMEThailand #วางแผนการตลาด #เจ้าของธุรกิจ #BusinessGrowth
... See MoreSee Less

เจ้าของธุรกิจ SME หลายๆคนมักถามว่า จ่ายเงินทำการตลาดแค่ไหนถึงจะเรียกว่าคุ้ม? เป็นคำถามที่ผมตอบยากที่สุด ถ้าเรายังไม่รู้ว่า เป้าหมาย ของคุณคืออะไร เพราะงบการตลาดที่ คุ้ม ของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน
.
วันนี้จะมากางสูตรการจัดสรรงบการตลาด เพื่อให้คุณไม่ต้อง เทเงินทิ้ง แต่เป็นการ ลงทุนเพื่อผลกำไร
.
อย่างแรกทำความเข้าใจก่อนว่า การตลาดคือ ‘การลงทุน’ ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่าย’❗️
.
ก่อนจะไปดูตัวเลข อยากให้ปรับ Mindset เรื่องนี้ก่อน หลายคนมองการตลาดเป็นค่าใช้จ่าย (Expense) ทำให้เวลาเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่ตัดทิ้งคือการตลาด แต่จริงๆ แล้วการตลาดคือการลงทุนเพื่อรักษาระดับยอดขาย
.
ซึ่งการกำหนดเปอร์เซ็นต์งบการตลาด มักคำนวณจาก ยอดขายรวม (Gross Revenue) โดยแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลักๆ คือ
.
📣 1. ระดับ 5% ของยอดขาย (ประคองตัว - Maintenance)
เหมาะสำหรับแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว หรือต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม
💡 เน้นการทำ Remarketing, ดูแลฐานข้อมูลลูกค้าเดิม (CRM) และรักษายอดขายให้คงที่
📊 ความคุ้มค่า : ความเสี่ยงต่ำสุด แต่ยอดขายอาจจะไม่หวือหวา
.
📣 2. ระดับ 10-12% ของยอดขาย (เน้นโต - Growth)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่อยากขยายฐานลูกค้าใหม่ หรือคู่แข่งในตลาดเริ่มดุเดือด
💡 เน้นการทำ Content ใหม่ๆ, หา Lead ใหม่ (Customer Acquisition) และเพิ่มการรับรู้ (Awareness)
📊 ความคุ้มค่า : เป็นตัวเลขที่สมดุลที่สุดสำหรับ SME ที่ต้องการขยับขยาย
.
📣 3. ระดับ 20%+ ของยอดขาย (บุกตลาด หรือแจ้งเกิด)
เหมาะสำหรับสินค้าใหม่ (New Launch), ช่วง High Season หรือต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดกะทันหัน
💡 เน้นการอัดงบโฆษณาทุกช่องทาง และการใช้ Influencer จำนวนมาก
📊 ความคุ้มค่า : ยอดขายพุ่งไว แต่ กำไรสุทธิ จะบางมากในช่วงแรก ต้องดู Cash Flow ให้ดี
.
และสิ่งที่ SME มักพลาดคือลืมดู Gross Profit (GP) หรือกำไรขั้นต้นของตัวเอง ก่อนจะเคาะงบ 5% หรือ 20% ให้กลับมาดูว่า กำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว คุณเหลือที่ว่าง (Margin) ให้เล่นแค่ไหน?
.
สรุปแล้วตัวเลข 5% หรือ 20% ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่ เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณไหม เท่านั้นเอง แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ ตอนนี้ใช้เงินทำการตลาดไปกี่เปอร์เซ็นต์?
.
#NinePolthep #การตลาดสำหรับSME #งบการตลาด #MarketingStrategy #SMEThailand #วางแผนการตลาด #เจ้าของธุรกิจ #BusinessGrowth

ในยุคที่ Fast Fashion ราคาถูกล้นตลาด... หลายคนอาจมองว่า "งานฝีมือ" เป็นเรื่องของความช้า และสเกลธุรกิจได้ยาก
.
แต่แบรนด์ไทยเล็กๆ อย่าง Nong Rak เพิ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "ความประณีต" คือแต้มต่อที่ทำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง ด้วยการทะยานติดอันดับ Top 20 Finalist ของ LVMH Prize 2026 รางวัลที่ยิ่งใหญ่ และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแฟชั่น ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton และ Dior)
.
การที่แบรนด์โครเชต์ทำมือจากไทยก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างดีไซน์เนอร์ระดับโลกบนเวทีที่ "หิน" ที่สุดได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
.
ลองมาแกะ 3 กลยุทธ์ที่เปลี่ยน "งานฝีมือ" ให้กลายเป็น "World-Class Luxury" ที่ SME ไทยควรเอาเป็นแบบอย่างกันครับ
.
✅ 1. Small is the New Big : เล็กกว่า แต่ ‘ลึก’ กว่า
Nong Rak ไม่ได้พยายามจะขยายโรงงานให้ใหญ่โตเพื่อผลิตทีละหมื่นชิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาความ "Handcrafted" ที่ทำด้วยมือคนจริงๆ
🎯 กลยุทธ์ : เปลี่ยนข้อจำกัดของการผลิตได้น้อย ให้กลายเป็นความ Exclusive (ความหายาก)
.
✅ 2. สื่อสารด้วย ‘Branding’
แบรนด์มี Storytelling ที่แข็งแรงมาก เขาไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า แต่ขาย "ความทรงจำ" และ "ความอบอุ่น" ผ่านการเลือกใช้วัสดุวินเทจ และดีไซน์ที่ดูมีชีวิตจิตใจ
🎯 กลยุทธ์ : การสร้าง Identity ที่ชัดเจนจนเห็นแค่รูปใน Instagram ก็รู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์อะไร โดยไม่ต้องมองป้ายชื่อ
.
✅ 3. Niche Market คือทางลัดสู่ระดับโลก
เขาไม่ได้พยายามขายทุกคน แต่เขาเลือกขายกลุ่มคนที่ชื่นชอบงานศิลปะและงานคราฟต์จริงๆ จนกลายเป็น Community ที่แข็งแรงมากทั่วโลก
🎯 กลยุทธ์ : เมื่อคุณทำเพื่อ "คนกลุ่มหนึ่ง" ให้ดีที่สุด คนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุดให้คุณเอง การไประดับโลกไม่ได้หมายถึงต้องขายคน 7 พันล้านคน แต่คือการหา "กลุ่มคนที่รักในสิ่งเดียวกับคุณ" ให้เจอ แม้เขาจะอยู่คนละซีกโลกก็ตาม
.
ความสำเร็จของ Nong Rak บอกเราว่า... "อย่าแข่งที่ความเร็ว ถ้าคุณสู้เครื่องจักรไม่ได้ แต่จงแข่งที่ความใส่ใจ เพราะเครื่องจักรเลียนแบบหัวใจไม่ได้”
.
หัวใจสำคัญของ SME ยุค 2026 คือการหาจุดสมดุลระหว่าง "ภูมิปัญญา" และ "รสนิยมสากล" เหมือนที่แบรนด์นี้ทำได้ แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ? มี "งานฝีมือ" หรือ "ความพิเศษ" อะไรซ่อนอยู่บ้าง
.
#NinePolthep #nongrak #LVMH #Branding #smethailand
... See MoreSee Less

ในยุคที่ Fast Fashion ราคาถูกล้นตลาด... หลายคนอาจมองว่า งานฝีมือ เป็นเรื่องของความช้า และสเกลธุรกิจได้ยาก 
.
แต่แบรนด์ไทยเล็กๆ อย่าง Nong Rak เพิ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความประณีต คือแต้มต่อที่ทำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง ด้วยการทะยานติดอันดับ Top 20 Finalist ของ LVMH Prize 2026 รางวัลที่ยิ่งใหญ่ และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแฟชั่น ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton และ Dior) 
.
การที่แบรนด์โครเชต์ทำมือจากไทยก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างดีไซน์เนอร์ระดับโลกบนเวทีที่ หิน ที่สุดได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
.
ลองมาแกะ 3 กลยุทธ์ที่เปลี่ยน งานฝีมือ ให้กลายเป็น World-Class Luxury ที่ SME ไทยควรเอาเป็นแบบอย่างกันครับ
.
✅ 1. Small is the New Big : เล็กกว่า แต่ ‘ลึก’ กว่า
Nong Rak ไม่ได้พยายามจะขยายโรงงานให้ใหญ่โตเพื่อผลิตทีละหมื่นชิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาความ Handcrafted ที่ทำด้วยมือคนจริงๆ
🎯  กลยุทธ์ : เปลี่ยนข้อจำกัดของการผลิตได้น้อย ให้กลายเป็นความ Exclusive (ความหายาก)
.
✅ 2. สื่อสารด้วย ‘Branding’
แบรนด์มี Storytelling ที่แข็งแรงมาก เขาไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า แต่ขาย ความทรงจำ และ ความอบอุ่น ผ่านการเลือกใช้วัสดุวินเทจ และดีไซน์ที่ดูมีชีวิตจิตใจ
🎯  กลยุทธ์ : การสร้าง Identity ที่ชัดเจนจนเห็นแค่รูปใน Instagram ก็รู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์อะไร โดยไม่ต้องมองป้ายชื่อ
.
✅ 3. Niche Market คือทางลัดสู่ระดับโลก
เขาไม่ได้พยายามขายทุกคน แต่เขาเลือกขายกลุ่มคนที่ชื่นชอบงานศิลปะและงานคราฟต์จริงๆ จนกลายเป็น Community ที่แข็งแรงมากทั่วโลก
🎯  กลยุทธ์ : เมื่อคุณทำเพื่อ คนกลุ่มหนึ่ง ให้ดีที่สุด คนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุดให้คุณเอง การไประดับโลกไม่ได้หมายถึงต้องขายคน 7 พันล้านคน แต่คือการหา กลุ่มคนที่รักในสิ่งเดียวกับคุณ ให้เจอ แม้เขาจะอยู่คนละซีกโลกก็ตาม
.
ความสำเร็จของ Nong Rak บอกเราว่า... อย่าแข่งที่ความเร็ว ถ้าคุณสู้เครื่องจักรไม่ได้ แต่จงแข่งที่ความใส่ใจ เพราะเครื่องจักรเลียนแบบหัวใจไม่ได้”
.
หัวใจสำคัญของ SME ยุค 2026 คือการหาจุดสมดุลระหว่าง ภูมิปัญญา และ รสนิยมสากล เหมือนที่แบรนด์นี้ทำได้ แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ? มี งานฝีมือ หรือ ความพิเศษ อะไรซ่อนอยู่บ้าง
.
#NinePolthep #nongrak #LVMH #Branding #smethailand

1 CommentComment on Facebook

ตามไปศึกษาข้อมูลของแบรนด์และชื่นชมฝีมือคนไทย เพิ่มเติมได้ จากลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยครับ nong-rak.com/pages/our-shop

เจ้าของ SME หลายคนภูมิใจที่ตัวเองเป็น "Super Manager" รู้ทุกเรื่อง ตัดสินได้ทุกอย่าง และยุ่งที่สุดในบริษัท แต่ความจริงแล้ว "ความยุ่ง" ของเจ้าของ ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเสมอไป
.
เพราะถ้าบริษัทขยับต่อไม่ได้หากขาดคุณ นั่นคือสัญญาณอันตรายว่าคุณกำลังเป็น 'คอขวด' (Bottleneck) ที่กั้นความเติบโตของธุรกิจตัวเองอยู่
.
ลองเช็ก 3 อาการนี้ กำลังเกิดขึ้นกับคุณหรือเปล่า?
.
⚠️ 1. ทุกอย่างต้อง "รอ" คุณเคาะ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ ถ้าพนักงานต้องพูดประโยคที่ว่า "รอถามเจ้านายก่อน" ในทุกๆเรื่อง ผลที่ตามมาคือความล่าช้า และพนักงานจะเลิกใช้ความคิด เพราะรู้ว่าสุดท้ายคุณก็จะเป็นคนตัดสินใจให้อยู่ดี
💡 งานในบริษัทไหลช้าลง หรือหยุดชะงักทันทีเมื่อคุณไม่อยู่หน้าจอ หรือติดประชุมใช่ไหม?
.
⚠️ 2. คุณคือคนที่ "ยุ่งที่สุด" ในทีม
ในขณะที่ลูกน้องต้องนั่งรองานจากคุณ แต่คุณกลับต้องทำงานจนดึกดื่นเพื่อไล่ตอบแชท ตรวจไฟล์งาน หรือลงไปทำหน้างานเองทุกอย่าง นั่นเพราะคุณกำลังทำงาน "ใน" ธุรกิจ (Operations) จนไม่มีเวลาทำงาน "บน" ธุรกิจ (Strategy)
💡 วันนี้คุณได้ใช้เวลาวางแผนอนาคตบริษัทบ้างไหม? หรือทั้งวันหมดไปกับการ "ดับไฟ" รายวัน?
.
⚠️ 3. รายได้แตะ "เพดาน" เพราะเวลาของคุณหมด
หากยอดขายของบริษัทผูกติดอยู่กับ "ความสามารถส่วนตัว" ของคุณ เช่น ต้องคุณไปขายเองเท่านั้นถึงจะได้งาน หรือต้องคุณคุมการผลิตเองคุณภาพถึงจะดี รายได้บริษัทก็จะตันอยู่ที่ขีดจำกัดของแรง และเวลาที่คุณมี
💡 ถ้าอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า คุณต้องทำงานหนักขึ้น 2 เท่าด้วยใช่ไหม? ถ้าใช่... ระบบของคุณมีปัญหาแล้ว
.
ทางแก้สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เป็น “คอขวด” คือ
📌 สร้างระบบ (SOP) : เปลี่ยน "ความรู้ในหัวคุณ" ให้กลายเป็น "คู่มือ" ที่ใครทำตามก็ได้มาตรฐานเดียวกัน
📌 หัดมอบหมาย (Delegate) : เริ่มจากอนุญาตให้ลูกน้อง "ตัดสินใจผิดได้บ้าง" ในงบประมาณที่จำกัด เพื่อฝึกให้เขาโต
📌 จ้างคนเก่งกว่ามาทำแทน : อย่ากลัวที่จะจ้างคนที่เก่งกว่าคุณในด้านนั้นๆ มาคุมงานแทน เพื่อให้คุณมีเวลาไปวางแผนภาพใหญ่แทน
.
หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจไม่ใช่การเป็น "ฟันเฟือง" ที่ดีที่สุดครับ แต่คือการเป็น "วิศวกร" ที่ออกแบบให้เครื่องจักรเดินต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคุณคอยปั่น
.
#NinePolthep #businessstrategy #ที่ปรึกษาธุรกิจ #การจัดการองค์กร
... See MoreSee Less

เจ้าของ SME หลายคนภูมิใจที่ตัวเองเป็น Super Manager รู้ทุกเรื่อง ตัดสินได้ทุกอย่าง และยุ่งที่สุดในบริษัท แต่ความจริงแล้ว ความยุ่ง ของเจ้าของ ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเสมอไป
.
เพราะถ้าบริษัทขยับต่อไม่ได้หากขาดคุณ นั่นคือสัญญาณอันตรายว่าคุณกำลังเป็น คอขวด (Bottleneck) ที่กั้นความเติบโตของธุรกิจตัวเองอยู่
.
ลองเช็ก 3 อาการนี้ กำลังเกิดขึ้นกับคุณหรือเปล่า?
.
⚠️ 1. ทุกอย่างต้อง รอ คุณเคาะ 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ ถ้าพนักงานต้องพูดประโยคที่ว่า รอถามเจ้านายก่อน ในทุกๆเรื่อง ผลที่ตามมาคือความล่าช้า และพนักงานจะเลิกใช้ความคิด เพราะรู้ว่าสุดท้ายคุณก็จะเป็นคนตัดสินใจให้อยู่ดี
💡 งานในบริษัทไหลช้าลง หรือหยุดชะงักทันทีเมื่อคุณไม่อยู่หน้าจอ หรือติดประชุมใช่ไหม?
.
⚠️ 2. คุณคือคนที่ ยุ่งที่สุด ในทีม 
ในขณะที่ลูกน้องต้องนั่งรองานจากคุณ แต่คุณกลับต้องทำงานจนดึกดื่นเพื่อไล่ตอบแชท ตรวจไฟล์งาน หรือลงไปทำหน้างานเองทุกอย่าง นั่นเพราะคุณกำลังทำงาน ใน ธุรกิจ (Operations) จนไม่มีเวลาทำงาน บน ธุรกิจ (Strategy)
💡 วันนี้คุณได้ใช้เวลาวางแผนอนาคตบริษัทบ้างไหม? หรือทั้งวันหมดไปกับการ ดับไฟ รายวัน?
.
⚠️ 3. รายได้แตะ เพดาน เพราะเวลาของคุณหมด 
หากยอดขายของบริษัทผูกติดอยู่กับ ความสามารถส่วนตัว ของคุณ เช่น ต้องคุณไปขายเองเท่านั้นถึงจะได้งาน หรือต้องคุณคุมการผลิตเองคุณภาพถึงจะดี รายได้บริษัทก็จะตันอยู่ที่ขีดจำกัดของแรง และเวลาที่คุณมี
💡 ถ้าอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า คุณต้องทำงานหนักขึ้น 2 เท่าด้วยใช่ไหม? ถ้าใช่... ระบบของคุณมีปัญหาแล้ว
.
ทางแก้สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เป็น “คอขวด” คือ
📌 สร้างระบบ (SOP) : เปลี่ยน ความรู้ในหัวคุณ ให้กลายเป็น คู่มือ ที่ใครทำตามก็ได้มาตรฐานเดียวกัน
📌 หัดมอบหมาย (Delegate) : เริ่มจากอนุญาตให้ลูกน้อง ตัดสินใจผิดได้บ้าง ในงบประมาณที่จำกัด เพื่อฝึกให้เขาโต
📌 จ้างคนเก่งกว่ามาทำแทน : อย่ากลัวที่จะจ้างคนที่เก่งกว่าคุณในด้านนั้นๆ มาคุมงานแทน เพื่อให้คุณมีเวลาไปวางแผนภาพใหญ่แทน
.
หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจไม่ใช่การเป็น ฟันเฟือง ที่ดีที่สุดครับ แต่คือการเป็น วิศวกร ที่ออกแบบให้เครื่องจักรเดินต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคุณคอยปั่น
.
#NinePolthep #businessstrategy #ที่ปรึกษาธุรกิจ #การจัดการองค์กร

เพราะธุรกิจ... การตัดสินใจบนพื้นฐานของ 'สมมติฐาน' คือความเสี่ยงที่ควบคุมยากที่สุด 📉
.
เราเชื่อว่าแผนกลยุทธ์ที่ทรงพลัง ต้องเริ่มต้นจาก "ความจริงหน้างาน" เราจึงไม่ใช่เพียงเอเจนซี่ที่ดูแลโฆษณา แต่เราคือทีมที่ปรึกษาที่ลงพื้นที่จริงเพื่อเฟ้นหาโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจคุณ
.
🎯 Field Research & Interview : เราลงพื้นที่พูดคุยกับลูกค้าตัวจริง เพื่อเก็บข้อมูล Insight เชิงลึกที่ตัวเลขหลังบ้านบอกไม่ได้
🎯 Strategic Development : นำ Insight ที่ได้มาพัฒนาแผนการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค และบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง
🎯 Result-Driven : เปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นยอดขาย และกำไร เพื่อเป้าหมายเดียวคือการเห็นธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน
.
เพราะเราคือที่ปรึกษาที่พร้อมลงมือทำ และเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของลูกค้าครับ
.
📩 สนใจรับคำปรึกษาธุรกิจเพื่อ "ออกแบบความสำเร็จ" ให้ธุรกิจของคุณ ทัก Inbox ได้เลยครับ
.
#NinePolthep #ที่ปรึกษาธุรกิจ #MarketingConsultant #BusinessStrategy #SMEThailand #การตลาดออนไลน์ #วิกฤตเศรษฐกิจ #กลยุทธ์ธุรกิจ
... See MoreSee Less

1 CommentComment on Facebook

ดีมากเลยนะคะ

ถ้าคุณคิดว่าการเปิดหน้าร้าน คือ การเอาของมาวางเรียงกันให้ลูกค้าเลือก... คุณอาจจะกำลังมองข้ามโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลไป
.
Gentle Monster คือแบรนด์ที่ฉีกทุกกฎการตลาดแว่นตา เพราะเขาไม่ได้ทำ "ร้านขายแว่น" แต่เขาทำ "Art Gallery ที่บังเอิญมีแว่นวางอยู่”
.
ทำไมแบรนด์นี้ถึงครองใจคนรุ่นใหม่ และเหล่าเซเลปคนดัง ขอสรุปออกมาเป็น 3 กลยุทธ์ที่ SME ไทยนำไปปรับใช้ได้จริงแบบนี้ครับ
.
📌 1. เปลี่ยน "ร้านค้า" ให้กลายเป็น "จุดหมาย" (Retail as an Experience)
ร้าน Gentle Monster ทุกสาขาทั่วโลกจะมีการตกแต่งที่ต่างกัน และมักจะมีหุ่นยนต์ หรือผลงานศิลปะขยับได้ขนาดใหญ่ (Kinetic Art) อยู่กลางร้าน ลูกค้าไม่ได้เข้าร้านเพราะอยากได้แว่นเพียงอย่างเดียว แต่เขาอยากเข้าไป "ถ่ายรูป" และ "สัมผัสประสบการณ์"
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : สินค้าคุณอาจจะเหมือนคนอื่น แต่ "บรรยากาศการซื้อ" ของคุณเลียนแบบได้ยากครับ ลองสร้างมุมหนึ่งในร้าน หรือขั้นตอนหนึ่งในบริการให้คนต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปดู
.
📌 2. กลยุทธ์ ‘High-End Collaboration’
เราจะเห็น Gentle Monster ไปคอลแลบ กับคนดังระดับโลกอย่าง Jennie BLACKPINK หรือแบรนด์หรูอย่าง Maison Margiela มันคือการโอนถ่าย "ฐานแฟน" และ "ความน่าเชื่อถือ" มาสู่แบรนด์ตัวเองทันที
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : คุณไม่จำเป็นต้องคอลแลบกับดาราโลก ลองเริ่มจากแบรนด์เพื่อนบ้านที่กลุ่มลูกค้าเดียวกันแต่ขายคนละอย่าง เพื่อสร้างโปรเจกต์พิเศษร่วมกัน สิ่งนี้จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้ไวที่สุด
.
📌 3. กลยุทธ์ 'The Power of Uniqueness' (ดีไซน์ที่ตะโกนว่า "ฉันไม่เหมือนใคร")
แว่นของเขาไม่ได้เน้นแค่ความเรียบง่าย แต่เน้นความ "แปลก" และ "มีเอกลักษณ์" จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีสไตล์
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : ในยุคที่คนเบื่อสินค้าโหลๆ (Mass Product) ความกล้าที่จะ "ต่าง" คือมูลค่า อย่ากลัวที่จะทำสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ จะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งนั้นเสมอ
.
SME จะเอาไปประยุกต์ยังไง? หัวใจของ Gentle Monster คือการสร้าง "Brand Desire" (ความปรารถนาในแบรนด์) ก่อนที่จะขายสินค้า
.
🤩 Stop Selling, Start Entertaining เลิกโฟกัสที่การขาย แล้วลองโฟกัสว่า “ลูกค้าจะสนุก/ตื่นเต้นกับเราได้อย่างไร?"
🤩 Visual is Everything ยุคนี้ภาพลักษณ์ต้องมาก่อน สินค้าดีต้องมาพร้อมภาพที่สวยจนคนอยากแชร์
🤩 Create Curiosity ทำให้คนสงสัยว่า "ข้างในร้านมีอะไร?" หรือ "คอลเลกชันหน้าจะเป็นยังไง?"
.
แบรนด์ที่อยู่รอดในปี 2026 ไม่ใช่แบรนด์ที่ขายถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สร้าง "ความทรงจำ" ให้ลูกค้าได้มากที่สุด แล้วคุณล่ะครับ... เคยเข้าร้านไหนแล้วรู้สึกว่า "ว้าว" จนลืมมองป้ายราคาบ้าง?
.
#NinePolthep #gentlemonsterthailand #Branding #Marketing #businessconsulting
... See MoreSee Less

ถ้าคุณคิดว่าการเปิดหน้าร้าน คือ การเอาของมาวางเรียงกันให้ลูกค้าเลือก... คุณอาจจะกำลังมองข้ามโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลไป
.
Gentle Monster คือแบรนด์ที่ฉีกทุกกฎการตลาดแว่นตา เพราะเขาไม่ได้ทำ ร้านขายแว่น แต่เขาทำ Art Gallery ที่บังเอิญมีแว่นวางอยู่”
.
ทำไมแบรนด์นี้ถึงครองใจคนรุ่นใหม่ และเหล่าเซเลปคนดัง ขอสรุปออกมาเป็น 3 กลยุทธ์ที่ SME ไทยนำไปปรับใช้ได้จริงแบบนี้ครับ
.
📌 1. เปลี่ยน ร้านค้า ให้กลายเป็น จุดหมาย (Retail as an Experience) 
ร้าน Gentle Monster ทุกสาขาทั่วโลกจะมีการตกแต่งที่ต่างกัน และมักจะมีหุ่นยนต์ หรือผลงานศิลปะขยับได้ขนาดใหญ่ (Kinetic Art) อยู่กลางร้าน ลูกค้าไม่ได้เข้าร้านเพราะอยากได้แว่นเพียงอย่างเดียว แต่เขาอยากเข้าไป ถ่ายรูป และ สัมผัสประสบการณ์ 
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : สินค้าคุณอาจจะเหมือนคนอื่น แต่ บรรยากาศการซื้อ ของคุณเลียนแบบได้ยากครับ ลองสร้างมุมหนึ่งในร้าน หรือขั้นตอนหนึ่งในบริการให้คนต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปดู
.
📌 2. กลยุทธ์ ‘High-End Collaboration’ 
เราจะเห็น Gentle Monster ไปคอลแลบ กับคนดังระดับโลกอย่าง Jennie BLACKPINK หรือแบรนด์หรูอย่าง Maison Margiela มันคือการโอนถ่าย ฐานแฟน และ ความน่าเชื่อถือ มาสู่แบรนด์ตัวเองทันที
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : คุณไม่จำเป็นต้องคอลแลบกับดาราโลก ลองเริ่มจากแบรนด์เพื่อนบ้านที่กลุ่มลูกค้าเดียวกันแต่ขายคนละอย่าง เพื่อสร้างโปรเจกต์พิเศษร่วมกัน สิ่งนี้จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้ไวที่สุด
.
📌 3. กลยุทธ์ The Power of Uniqueness (ดีไซน์ที่ตะโกนว่า ฉันไม่เหมือนใคร) 
แว่นของเขาไม่ได้เน้นแค่ความเรียบง่าย แต่เน้นความ แปลก และ มีเอกลักษณ์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีสไตล์
.
💡 บทเรียนสำหรับ SME : ในยุคที่คนเบื่อสินค้าโหลๆ (Mass Product) ความกล้าที่จะ ต่าง คือมูลค่า อย่ากลัวที่จะทำสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ จะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งนั้นเสมอ
.
SME จะเอาไปประยุกต์ยังไง? หัวใจของ Gentle Monster คือการสร้าง Brand Desire (ความปรารถนาในแบรนด์) ก่อนที่จะขายสินค้า
.
🤩 Stop Selling, Start Entertaining เลิกโฟกัสที่การขาย แล้วลองโฟกัสว่า “ลูกค้าจะสนุก/ตื่นเต้นกับเราได้อย่างไร?
🤩 Visual is Everything ยุคนี้ภาพลักษณ์ต้องมาก่อน สินค้าดีต้องมาพร้อมภาพที่สวยจนคนอยากแชร์
🤩 Create Curiosity ทำให้คนสงสัยว่า ข้างในร้านมีอะไร? หรือ คอลเลกชันหน้าจะเป็นยังไง?
.
แบรนด์ที่อยู่รอดในปี 2026 ไม่ใช่แบรนด์ที่ขายถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สร้าง ความทรงจำ ให้ลูกค้าได้มากที่สุด แล้วคุณล่ะครับ... เคยเข้าร้านไหนแล้วรู้สึกว่า ว้าว จนลืมมองป้ายราคาบ้าง?
.
#NinePolthep #gentlemonsterthailand #Branding #Marketing #businessconsulting

เคยสงสัยไหมครับ? ยอดขายก็มาตามเป้า ดูในบัญชีเหมือนจะมีกำไร... แต่ทำไม "เงินสด" ในมือกลับไม่เหลือเท่าที่ควร
.
ในฐานะที่ให้คำปรึกษาธุรกิจ ผมพบว่า SME จำนวนมากไม่ได้เจ๊งเพราะขายไม่ได้ แต่เจ๊งเพราะ "ค่าใช้จ่ายเงียบ" ที่กัดกินกำไรไปทีละนิด
.
ลองสำรวจดูครับว่าบริษัทของคุณกำลังเจอ 5 จุดรั่วนี้อยู่หรือเปล่า ?
.
💻 1. ค่าสมาชิก "ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใครใช้"
ยุคนี้ทุกอย่างเป็นรายเดือน ค่า Canva, ChatGPT, โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมจัดการงาน (Project Management) ที่เราเคยกดสมัครไว้ให้ทีม แต่ตอนนี้ทีมไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่คุ้มค่า
💡 วิธีแก้ : ลองทำ "Subscription Audit" ทุก 3 เดือนครับ อะไรไม่ใช้เกิน 30 วัน... กดยกเลิกทันที!
.
🔄 2. ค่าเสียโอกาสจาก "การทำงานซ้ำซ้อน"
นี่คือค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นในบัญชี แต่แพงที่สุด! คือการที่พนักงานต้องทำ "งานเดิม" สองรอบเพราะบรีฟไม่เคลียร์ หรือไม่มี SOP ที่ชัดเจน
💡 วิธีแก้ : การวาง "ระบบงาน" อาจจะดูเสียเวลาในตอนแรก แต่จะช่วยประหยัดค่าแรงที่คุณต้องจ่ายทิ้งไปกับความผิดพลาดได้มหาศาล
.
👥 3. พนักงานลาออก คือค่าใช้จ่ายมหาศาล
หลายคนคิดว่าพนักงานลาออกก็แค่หาใหม่ แต่ลืมคำนวณ "ค่าเสียเวลา" ในการประกาศรับสมัคร, เวลาที่คุณต้องสอนงานใหม่ และความเสียหายในช่วงที่งานชะงัก
💡 วิธีแก้ : การลงทุนกับระบบสวัสดิการ หรือการเทรนนิ่งเพื่อรักษาคนเก่งไว้ "ถูกกว่า" การรับคนใหม่ทุกๆ 3 เดือนเสมอ
.
📦 4. สต็อกตาย เงินที่จมอยู่กับฝุ่น
การสั่งของเยอะๆ เพื่อเอาส่วนลด (Volume Discount) อาจดูเหมือนประหยัด แต่ถ้าของเหล่านั้นขายไม่ออกเกิน 6 เดือน มันคือ "เงินสด" ที่กลายเป็น "ขยะ" ในคลังสินค้า แถมยังมีค่าเช่าที่ และค่าดูแลตามมาอีก
💡 วิธีแก้ : คำนวณ Inventory Turnover ให้ดี อย่าเห็นแก่ของถูกจนเงินสดจม
.
📢 5. การตลาดแบบ "หว่านแห" ที่วัดผลไม่ได้
ยิงแอดไปวันละหลายพัน แต่ไม่เคยเช็กว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหน หรือกำไรต่อหัว (Customer Acquisition Cost) คุ้มค่าไหม? นี่คือการ "เผาเงิน" ทิ้งที่เร็วที่สุด
💡 วิธีแก้ : SME ต้องยึดหลัก "Data-Driven" บาทเดียวที่จ่ายไปต้องรู้ว่าได้อะไรกลับมา
.
ธุรกิจที่โตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่หาเงินเก่ง แต่คือธุรกิจที่ "จัดการเงิน" เป็นครับ 💯
.
#NinePolthep #businessconsulting #SMEThailand #ปัญหาธุรกิจ #ต้นทุนแฝง
... See MoreSee Less

เคยสงสัยไหมครับ? ยอดขายก็มาตามเป้า ดูในบัญชีเหมือนจะมีกำไร... แต่ทำไม เงินสด ในมือกลับไม่เหลือเท่าที่ควร
.
ในฐานะที่ให้คำปรึกษาธุรกิจ ผมพบว่า SME จำนวนมากไม่ได้เจ๊งเพราะขายไม่ได้ แต่เจ๊งเพราะ ค่าใช้จ่ายเงียบ ที่กัดกินกำไรไปทีละนิด 
.
ลองสำรวจดูครับว่าบริษัทของคุณกำลังเจอ 5 จุดรั่วนี้อยู่หรือเปล่า ?
.
💻 1. ค่าสมาชิก ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใครใช้ 
ยุคนี้ทุกอย่างเป็นรายเดือน ค่า Canva, ChatGPT, โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมจัดการงาน (Project Management) ที่เราเคยกดสมัครไว้ให้ทีม แต่ตอนนี้ทีมไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่คุ้มค่า
💡 วิธีแก้ : ลองทำ Subscription Audit ทุก 3 เดือนครับ อะไรไม่ใช้เกิน 30 วัน... กดยกเลิกทันที!
.
🔄 2. ค่าเสียโอกาสจาก การทำงานซ้ำซ้อน
นี่คือค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นในบัญชี แต่แพงที่สุด! คือการที่พนักงานต้องทำ งานเดิม สองรอบเพราะบรีฟไม่เคลียร์ หรือไม่มี SOP ที่ชัดเจน
💡 วิธีแก้ : การวาง ระบบงาน อาจจะดูเสียเวลาในตอนแรก แต่จะช่วยประหยัดค่าแรงที่คุณต้องจ่ายทิ้งไปกับความผิดพลาดได้มหาศาล
.
👥 3. พนักงานลาออก คือค่าใช้จ่ายมหาศาล 
หลายคนคิดว่าพนักงานลาออกก็แค่หาใหม่ แต่ลืมคำนวณ ค่าเสียเวลา ในการประกาศรับสมัคร, เวลาที่คุณต้องสอนงานใหม่ และความเสียหายในช่วงที่งานชะงัก
💡 วิธีแก้ : การลงทุนกับระบบสวัสดิการ หรือการเทรนนิ่งเพื่อรักษาคนเก่งไว้ ถูกกว่า การรับคนใหม่ทุกๆ 3 เดือนเสมอ
.
📦 4. สต็อกตาย เงินที่จมอยู่กับฝุ่น
การสั่งของเยอะๆ เพื่อเอาส่วนลด (Volume Discount) อาจดูเหมือนประหยัด แต่ถ้าของเหล่านั้นขายไม่ออกเกิน 6 เดือน มันคือ เงินสด ที่กลายเป็น ขยะ ในคลังสินค้า แถมยังมีค่าเช่าที่ และค่าดูแลตามมาอีก
💡 วิธีแก้ : คำนวณ Inventory Turnover ให้ดี อย่าเห็นแก่ของถูกจนเงินสดจม
.
📢 5. การตลาดแบบ หว่านแห ที่วัดผลไม่ได้
ยิงแอดไปวันละหลายพัน แต่ไม่เคยเช็กว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหน หรือกำไรต่อหัว (Customer Acquisition Cost) คุ้มค่าไหม? นี่คือการ เผาเงิน ทิ้งที่เร็วที่สุด
💡 วิธีแก้ : SME ต้องยึดหลัก Data-Driven  บาทเดียวที่จ่ายไปต้องรู้ว่าได้อะไรกลับมา
.
ธุรกิจที่โตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่หาเงินเก่ง แต่คือธุรกิจที่ จัดการเงิน เป็นครับ 💯
.
#NinePolthep #businessconsulting #SMEThailand #ปัญหาธุรกิจ #ต้นทุนแฝงImage attachmentImage attachment+3Image attachment
Load more

ลงทะเบียนเรียน

ปรึกษาธุรกิจกับ NinePolthep

ลงทะเบียนตอนนี้

รับส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท

ราคาพิเศษ Early Bird จะหมดใน

SCAN THE QR CODE TO CONTACT

เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ

COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM