คุณล่ะครับ...เชื่อเหมือนกันไหม ?

ผมเชื่อในเรื่องการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน...

ที่ปรึกษาการตลาด Nine Polthep

เผยมุมมองการ ‘สืบทอดกิจการครอบครัว’ ที่เปรียบเสมือนทั้ง ‘ทางลัด’ และ ‘อุปสรรค-ความท้าทาย’ ในการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ… จะทำอย่างไร? หากผู้ส่งต่อกิจการกำลังกลัวการปล่อยมือ หรือ ผู้สืบทอดกิจการ ไม่อาจทนต่อแรงกดดันและความคาดหวังมหาศาล ทั้งจากครอบครัวและบุคลากรในองค์กรได้? และการสืบทอดความสำเร็จของกิจการครอบครัว เป็นเรื่องง่ายกว่าการเริ่มต้นจาก ‘ศูนย์’ จริงหรือ?

ลองดูคำแนะนำ วิธีรับมือ และทางออกของปัญหาเหล่านี้ จากประสบการณ์ส่วนตัวและการให้คำปรึกษากับนักธุรกิจ ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นเจ๋ง ไปพร้อมๆกันครับ

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวในยุคปัจจุบัน

หากพูดถึง ‘ธุรกิจครอบครัว’ จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาของผม แน่นอนว่าจะมีทั้งเคสที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ หรืออาจจะก้ำๆกึ่งๆ จะล้มเหลวก็ไม่ แต่จะไปต่อก็ไม่ได้… ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาของธุรกิจที่จะส่งต่อ โดยเจ้าของหรือผู้ก่อตั้งเริ่มมีอายุเยอะ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับโลกในยุคที่ปรับเปลี่ยนรวดเร็ว ด้วยการเข้ามาของระบบ Digital ทำให้ปรับตัวไม่ทัน และไม่สามารถตามทันการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคได้

ดังนั้น เมื่อเจอคู่แข่งทางธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้มากกว่า ส่งผลให้ธุรกิจ แม้อาจจะไม่ล้ม เพราะยังมีลูกค้าประจำกลุ่มเดิมอยู่ แต่ก็ไม่สามารถเติบโตได้เช่นกัน

ทว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้ากลุ่มเดิมลดลง หรือเกิดการร่วงโรยตามกาลเวลา ธุรกิจก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วง Declining Phase หรือช่วงที่ยอดขายลดลง เพราะไม่สามารถหาลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ เนื่องจากไม่เข้าใจการหาลูกค้ากลุ่มใหม่นั่นเอง

แก้ปัญหาด้วยการ ‘เปลี่ยนมือ’ ตามยุคที่เปลี่ยนไป

ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เจ้าของธุรกิจรุ่นใหญ่ มักจะเลือกทำมี 2 ทาง คือ

1. ส่งต่อให้ผู้สืบทอดรุ่นลูกที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ และมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากกว่า เข้ามารับช่วงต่อในการเป็นผู้บริหาร เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตได้มากขึ้น

2. มอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับ Marketing, Technology หรือ Digital ที่เจ้าของธุรกิจรุ่นใหญ่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ออกไปให้ Agency หรือ Outsource ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่ามารับผิดชอบ ซึ่งหากไม่ได้มีการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ปัญหาเรื่องการไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต

ความท้าทายของ ‘การส่งต่อ’ ให้รุ่นลูกเข้ามา ‘สานต่อการบริหาร’

หากจะพูดในเรื่องของการ ส่งไม้ต่อธุรกิจและการสานต่อธุรกิจครอบครัว จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นพ่อ-แม่ และรุ่นลูก ผมขอสรุปแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ครับ

1. กรณีที่เป็น “Best Case”

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ แบรนด์จะสามารถกลับมาเติบโตได้มากขึ้น เข้าใจลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ สร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ จนสามารถสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจได้จริง ๆ

2. กรณีที่เป็น “Fail Case”

แม้จะเกิดจากความตั้งใจจะเปลี่ยนผ่าน ตั้งใจจะส่งต่อ และตั้งใจจะรับมอบ ไม่ต่างกันกับเคสอื่น แต่อาจเกิดปัญหา ‘จูนกันไม่ติด’ ซึ่งมาจากความกังวลใจของพ่อ-แม่ ในมุมมองที่ไม่เคยเห็นถึงความตั้งใจทำงานของลูก

3. กรณีที่ “ไม่อยากสานต่อ”

หลายเคสที่พ่อ-แม่ รู้สึกมืดแปดด้าน ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ขอไม่รับช่วงต่อ” ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมักจะแนะนำให้พ่อ-แม่ ลองหา ‘ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ’ ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจจัดการกับธุรกิจ เช่น การทอดตลาด หรือขายทรัพย์สิน เพื่อปิดกิจการ ได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ ถูกต้อง เหมาะสม และคุ้มค่ากับคุณค่าของธุรกิจคุณที่สุด โดยไม่ฝืนใจลูก

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ จาก ‘มุมมอง’ ที่แตกต่างกัน

ในมุมมองของพ่อ-แม่ : เมื่อถึงเวลาต้องให้มารับสืบทอดอาณาจักรที่เราตรากตรำสร้างขึ้นมา กว่าจะมาถึงในวันที่มียอดขายมูลค่า 10 ล้าน 100 ล้าน 1,000 ล้าน จึงไม่แปลกหากจะเกิดเหตุการณ์ที่ พ่อ-แม่ จะส่งมอบแบบ ‘ครึ่งๆ กลางๆ’ เหมือนจะปล่อยวาง แต่ก็อาจกำลัง ‘ก้าวก่ายโดยไม่รู้ตัว’ เพราะอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยสอนหรือช่วยตัดสินใจ เพราะยังไม่อาจปล่อยมือแบบ 100% นั่นเองครับ

ในมุมมองของลูก : เมื่อถึงเวลาตกลงรับช่วงต่อธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีความ ‘ตั้งใจ’ อยากจะช่วยพ่อ-แม่ เพราะเคยเห็นทั้งความตั้งใจ ความยากลำบาก และความเหนื่อยของรุ่นพ่อ-แม่มาก่อน แต่เมื่อถึงเวลาต้องรับ ‘กุญแจ’ ของธุรกิจมาจริง ๆ กลับไม่สามารถใช้ได้ หรืออาจจะมีเหตุการณ์ ‘ไขกุญแจถูกบ้าง-ผิดบ้าง’ ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องทำในสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ

ลองปล่อยมือจาก ‘แฮนด์จักรยาน’ มาจับ ‘ท้ายจักรยาน’ บ้างหรือยัง?

เมื่อผู้รับสืบทอดกิจการหรือลูกของคุณ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และความตั้งใจในการเสนอไอเดียต่างๆ อย่างเต็มที่ ทว่า สิ่งที่ได้รับจากคนรุ่นใหญ่หรือพ่อ-แม่ คือ การมองข้าม และไม่ยอมรับไอเดียเหล่านั้น อาจจะด้วยเหตุผลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เคยทำแล้ว ไม่เวิร์ค หรือ ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี จนกลายเป็นการปิดกั้นความคิด การตัดสินใจ และความมั่นใจของลูกไปโดยปริยาย

สิ่งที่พ่อ-แม่ ควรทำ คือ หากคุณต้องการให้ลูกขี่จักรยานเป็น อย่านั่งสอนให้ขี่จักรยานบนโต๊ะข้าวหรือห้องประชุม แต่สอนให้ขี่จักรยานข้างนอก ลองปล่อยให้ล้ม แล้วค่อยช่วงประคองก็ยังไม่สาย ซึ่งการทำธุรกิจก็เช่นกัน หากคุณอยากให้ลูกตัดสินใจได้ คิดเองได้ ทำธุรกิจเป็น แต่พ่อ-แม่ ยังคอยบงการทุกอย่าง ทุกความคิด แน่นอนว่าผลลัพธ์จะไม่มีทางเป็นไปตามที่หวังได้

ดังนั้น หากคุณต้องการส่งผ่านธุรกิจจริงๆ ต้องกล้าที่จะให้เกิดการลองผิด-ลองถูก โดยอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นไปเรื่องใหญ่ๆ กำหนดกรอบการทำงานให้ชัดเจน กำหนดขีดความเสียหายที่สามารถยอมรับได้ แล้วจึงให้อำนาจผู้สืบทอดหรือลูก ไปลองคิด ลองทำ ลองตัดสินใจ ด้วยแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นจากครอบครัวเป็นอันดับแรก

3 คำที่ห้ามลืม ก่อนส่งต่อกิจการ

คำว่า “พร้อมหรือยัง?” คือ 3 คำที่สามารถพ่วงมาด้วยปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวในอนาคตได้ ซึ่งโดยปกติ การส่งมอบอะไรบางอย่างให้บุคคลอื่น สิ่งที่ควรทำคือ ‘ความสมัครใจ’ หรือ ‘ความเต็มใจ’ ของผู้รับ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะส่งต่อกิจการ คำถามสำคัญที่รุ่นพ่อ-แม่ ควรถามลูก คือ “กิจการที่จะรับไปพร้อมกับความคาดหวังและกดดัน คือสิ่งที่พร้อมจะรับหรืออยากได้หรือเปล่า?”

เมื่อลูกไม่อยากเป็น “ผู้นำ” แต่จำเป็นต้อง “รับช่วงต่อ”

ผมมองว่า หากลูกสามารถยอมรับการเป็นที่ 2 ในองค์กรได้ ทางออกแรกที่ง่ายที่สุด คือ การขายหุ้นบางส่วน และให้หุ้นส่วนเข้ามาเป็นผู้บริหาร หรือทางที่สอง คือ จ้างผู้บริหารมืออาชีพ เข้ามาเป็นผู้บริหารในองค์กรแทน หรือทางที่สาม คือ เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีบอร์ดบริหารมืออาชีพ มีนักลงทุนเข้ามาถือหุ้น ส่วนเจ้าของธุรกิจก็สามารถถอยออกมาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมได้ โดยไม่ต้องให้ลูกบริหาร แต่ยังคงสถานะเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดิม ซึ่งมีหลายครอบครัวที่เลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน

ทั้ง 3 ทางออกข้างต้น เป็นเพียงความคิดเห็นจากผมเท่านั้นนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องที่สุด แต่ผมเชื่อว่า จะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ โดยที่ทุกคนในครอบครัว ‘มีความสุข’ ครับ

ธุรกิจไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ต้องทำอย่างไร?

ลองพิจารณาจากสถานการณ์ของกิจการก่อนครับ เช่น สถานการณ์ปัจจุบัน กิจการยังมีกำไรหรือขาดทุนอยู่ไหม? มีหนี้ที่ต้องชำระหรือไม่? หรือ ไม่มีหนี้ และเป็น Positive Cash Flow สามารถทำกำไรได้ทุกเดือน ซึ่งหากลูกไม่อยากรับสืบทอดกิจการ ก็อาจพิจารณาตัดสินใจ ‘ปิดกิจการ’ ได้

ขณะเดียวกัน หากในกรณีที่กิจการติดลบ มีหนี้สิน และยังเป็น Negative Cash Flow อยู่ทุกเดือน สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ หาหนทางการชำระหนี้ แก้ไขให้เป็น Positive Cash Flow ก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาเรื่องการส่งต่อธุรกิจหรือปิดกิจการต่อไปในอนาคต

ฝาก ‘กำลังใจ’ ให้ผู้สืบทอดกิจการ

ผมมองว่า ณ ปัจจุบันที่คุณมีทั้ง ทางเลือก และเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะช่วยคุณต่อยอดสร้างธุรกิจเยอะแยะมากมาย และสิ่งสำคัญที่สุด คือ กำลังใจ ผมเชื่อว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ที่มนุษย์ตั้งใจแล้วทำไม่ได้”

ผมเข้าใจดีว่า การรับสืบทอดธุรกิจ มักมาพร้อมกับความกดดันมหาศาล ในการรับผิดชอบดูแลอาณาจักรที่พ่อ-แม่ หรือบรรพบุรุษรุ่นแรกได้สร้างขึ้นมา แน่นอนว่า การเริ่มต้นต่อยอดธุรกิจ คือสิ่งที่ง่ายกว่าการเริ่มต้นจาก ‘ศูนย์’ ทว่า ในขณะเดียวกัน ความยากของการสืบทอดธุรกิจ ก็คือ การบริหารจัดการ ‘ความกดดันและความคาดหวังของครอบครัว’ ที่ต้องอาศัยแรงใจอันแข็งแกร่ง ในการเอาชนะกับภายในจิตใจและความคิดของตัวเอง

หากคุณมองว่า ความกดดันเหล่านั้นไม่ใช่อุปสรรค เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความท้าทาย ให้กลายเป็นความสนุก และมีความสุขในทุกวัน สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้นักบริหารมือใหม่ หรือผู้สืบทอดกิจการรุ่นใหม่ สามารถนำพาองค์กรให้เติบโตในแบบเจ๋งๆ ได้ไม่แพ้ความสำเร็จของรุ่นเก๋า แน่นอนครับ

เผยมุมมองและล้วงเคล็ดลับการทำธุรกิจร้านกาแฟจาก คุณมิกซ์ – คุณนุ่น เจ้าของแบรนด์กาแฟพรีเมียม จากคนที่ไม่ดื่มกาแฟ สู่การสร้างแบรนด์ “Varinda Specialty Coffee” ให้เป็น Community สำหรับคนรักกาแฟ ที่ไม่มีเมนู Signature ไม่เคยลดราคา และไม่คิดจะทำ Marketing แต่สามารถพาธุรกิจให้เติบโตและไปต่อได้ด้วย “Branding” ที่แข็งแกร่ง

☕️ จุดเริ่มต้นของ Varinda Specialty Coffee

เริ่มต้นจากคุณมิกซ์ที่เริ่มจากการอยากทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงที่ Specialty Coffee กำลังเป็นที่รู้จักในประเทศไทย จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งจากเดิมเป็นคนที่ไม่ดื่มกาแฟเลย เพราะไม่ว่าพยายามลองกี่ครั้ง ก็รู้สึกว่า ‘ไม่เคยอร่อย’ จนกระทั่งมาเจอกับ Specialty Coffee ที่หลังจากได้ลองแล้วกลับรู้สึกว่า ‘Relax’ และ ‘Enjoy’ อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ดังนั้น คุณมิกซ์จึงรู้สึกว่า หากจะทำกาแฟขึ้นมา ก็อยากเลือกทำกาแฟที่เป็นมากกว่าแค่ทำให้ ตื่น แต่ทำให้ทานแล้วรู้สึก ‘Enjoy’ ได้ค้นหาอะไรบางอย่าง เช่น กลิ่น รสชาติ และประสบการณ์การดื่มที่มีมากกว่า

ส่วนคุณนุ่น ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ด้วยความที่ยังหาซื้อกาแฟ Specialty Coffee ได้ยาก จึงเลือกดื่มกาแฟนมเป็นหลัก จนได้ตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน ด้วยเหตุผลหลัก คือ อยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

แน่นอนว่าหลังจากเริ่มทำไปเรื่อยๆ ก็คิดว่าอยากมี Character เป็นของตัวเองจริงๆ และจะคั่วกาแฟเองด้วย ขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงที่เทรนด์เรื่องนี้กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจได้ว่าจะ เปิดร้านกาแฟ

☕️ ปัญหาที่คน ‘ไม่ดื่มกาแฟ’ แต่ ‘เปิดร้านกาแฟ’ ต้องเจอ

แน่นอนว่าปัญหานี้ เป็นของคุณมิกซ์ที่เมื่อตัวเองไม่ดื่มกาแฟ ก็จะไม่ทราบเลยว่าคนอื่น ๆ ที่ทานกาแฟจะตัดสินว่า รสชาติแบบนี้ เรียกว่าอร่อยหรือไม่? ซึ่งอย่างเดียวที่จะทดสอบ เพื่อตอบข้อสงสัยได้ คือ ต้องเปิดร้านก่อน หากลูกค้ามาทานแล้วกลับมาซื้อซ้ำ คำตอบก็คือใช่ แน่นอนว่า เมื่อมาทำร้านจริงๆ คุณนุ่นคิดว่าความยาก คือ เราต้องสนใจ ‘ความรู้สึก’ ของลูกค้าเป็นหลัก

☕️ เมื่อไหร่ที่คนจำ คำว่า “Varinda” ได้ ก็จะจำได้ตลอดไป

ความท้าทายแรกของการเริ่มสร้างแบรนด์ คือ จะตั้งชื่อแบรนด์อย่างไรให้ลูกค้าจดจำ ซึ่งทั้ง 2 คน ตัดสินใจเลือกคำว่า “Varinda” เกิดจากการผสมผสานระหว่างคำว่า ‘Va-’ จากคำขึ้นต้นนามสกุลของคุณมิกซ์ คือ ‘วศินระพี’ และ ‘-rinda’ คำลงท้ายจากชื่อจริงของคุณนุ่น คือ ‘รินรดา’ ซึ่งรวมกันเป็นชื่อแบรนด์ “Varinda Specialty Coffee” ที่แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความเป็นตัวตนของทั้งคู่ลงไปด้วยนั่นเอง

☕️ จุดยืนที่มั่นคง ในวันที่คู่แข่ง Specialty Coffee ล้นตลาด

จากวันที่ร้านกาแฟ Specialty หายาก สู่วันที่หาได้ทั่วเกือบทุกหัวมุมถนน คุณมิกซ์กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้ Varinda ไม่จม โดดเด่น และแตกต่างจากร้านอื่น คือ “เราจะไม่ยอมเสิร์ฟอะไรที่หลุด Standand ให้ไปถึงมือลูกค้าเด็ดขาด” เพราะฉะนั้น ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำว่า Varinda อยู่ แปลว่า คุณสามารถไว้ใจได้ แน่นอน 100%”

☕️ คำนิยามความ Specialty Coffee ในสไตล์ของ Varinda

หากจะพูดถึงความ Specialty ในมุมของ Varinda คุณมิกซ์มองว่า Specialty = Testability นั่นหมายความว่า เมื่อคุณได้ลองลิ้มรสกาแฟแก้วหนึ่ง ก็ควรจะได้ทราบด้วยว่า กาแฟในแก้วมีแหล่งที่มาจากที่ไหน? ใครเป็นคนคั่ว? ใครเป็นคนปลูก? หรือแม้กระทั่ง ปลูกเมื่อไหร่? เก็บเกี่ยวเมื่อไหร่? นั่นเพราะว่า ความตั้งใจในการมี Specialty Coffee Association ขึ้นมาในโลก ก็เพื่อช่วยพัฒนา Supply Chain ตั้งแต่ปลายน้ำถึงต้นน้ำ ก็คือ เกษตรกร

ซึ่งหน้าที่ของ Varinda คือ จะทำอย่างไร? ให้กาแฟเหล่านั้นออกมาเป็น Character ตามที่ผู้ปลูกอยากให้เป็นได้ดีที่สุด

☕️ ท้าทายความกลัว เอาชนะด้วย “ความรู้และประสบการณ์”

คุณมิกซ์เผยมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจจากคนที่ไม่ดื่มกาแฟว่า ความกลัวก็เรื่องหนึ่ง เพราะ Specialty Coffee มีราคาสูงกว่ากาแฟในตลาดทั่วไป แต่ในเมื่อเรายินดีที่จะจ่ายในราคานี้ ก็เชื่อว่าต้องมีคนที่คิดเหมือนเรา เพื่อตามหาและลิ้มรสชาติแบบนี้เช่นกัน

จากที่ไม่เคยรู้เลยว่า รสขมของกาแฟ เกิดมาจากอะไร? ซึ่งพอมาเริ่มศึกษาจริงๆ จึงได้รู้ว่ากาแฟที่ไม่มีรสขม เกิดจากการเก็บให้ดี คั่วให้ดี และชงให้ดี ซึ่งนั่นคือโจทย์ของคุณมิกซ์ว่า จะต้องทำอย่างไร? จึงจะรักษามาตรฐานเหล่านี้ไว้ได้ตลอดเวลา

เพราะคำว่า รสชาติ แม้จะอ่านหนังสือทฤษฎีมากมายเท่าไหร่ ตราบใดที่ไม่มีใครมาบอกว่า รสชาติ แบบนี้เรียกว่าอะไร? เราก็จะไม่มีทางรู้มาตรฐานเหล่านั้นจริง ๆ

หลังจากได้เรียนรู้จากเพื่อนอิตาลีคนหนึ่งที่มาช่วยไกด์ว่า รสชาติแบบนี้คืออะไร? เกิดขึ้นจากกระบวนการไหน? และจะต้องแก้ไขอย่างไร? ก็ทำให้ทั้งคุณมิกซ์และคุณนุ่นสามารถเก็บประสบการณ์มาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่รู้สึกว่า ‘อยากเพิ่ม Standand ของตัวเองให้มากขึ้น และคอนเฟิร์มว่าการรับรสของตัวเองถูกต้องมากน้อยแค่ไหน?’

☕️ เริ่มต้นเส้นทางการทดสอบ ‘Q Grader ’ สู่ ‘คว้าแชมป์’ การแข่งขันระดับประเทศ

คุณมิกซ์เริ่มด้วยการสอบ Q Grader* เพื่อรับรองการเป็นนักชิมกาแฟ สู่การคว้า Champion of Diedrich Specialty Coffee Roasting Competition of Thailand 2020 มาเป็นแชมป์แรก และคว้าแชมป์คู่ รางวัล Champion of Thailand Coffee Profiling Challenge 2022

ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ เปิดมุมมอง และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในโลกของกาแฟ โดยเริ่มจากคุณมิกซ์มุ่งมั่น ตั้งใจ เรียนรู้ และลงมือลองคั่วกาแฟในปีแรก มากกว่า 2,000 Batch เพื่อให้เห็นทุกการเปลี่ยนแปลงว่าจะส่งผลต่อรสชาติอย่างไร? แน่นอนว่าไม่ใช่ทุก Batch ที่คั่วแล้วจะนำไปขายได้จริง ดังนั้น ต้นทุนที่เสียก็ไม่น้อยเช่นกัน

☕️ Every cup has it’s own story

เมื่อถามว่าอะไรทำให้ Varinda กล้าลงทุน คุณมิกซ์พูดประโยคหนึ่งที่ชอบมาก ๆ คือ “Every cup has it’s own story” ในเมื่อกาแฟทุกแก้วมีเรื่องราวของตัวเองอยู่ จึงอยากเสิร์ฟกาแฟแก้วที่สามารถเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ดีที่สุด ดังนั้น ความตั้งใจของ Varinda คือ Keep position ให้เป็นแบรนด์ที่เสิร์ฟกาแฟที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น

☕️ Quality meet Standards ด้วย ‘Data’ ไม่ใช่ ‘ความรู้สึก’

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การลงทุนคั่วเมล็ดกาแฟของ Varinda ไม่สูญเปล่า คือ ข้อมูล (Data) คุณนุ่นกล่าวว่า การคั่วเมล็ดกาแฟของคุณมิกซ์แต่ละ Batch จะมีการเก็บ Data ไว้เสมอ เพื่อให้เมล็ดกาแฟที่ออกมาไม่ Compromise quality และ Consistency จริง ๆ โดยรับรองได้ด้วยตัวเลขและ Data มากกว่าการใช้ความรู้สึกตัดสิน

☕️ Varinda ไม่ลดราคา ไม่มี Signature ไม่อวดรางวัล ไม่ทำ Marketing

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณมิกซ์วาง Positioning ของแบรนด์ Varinda ไว้ว่าจะ “ไม่มีส่วนลดและไม่ลดราคา” เพื่อสร้างภาพจำว่า คือ แบรนด์พรีเมียม และตราบใดก็ตามที่ Varinda มีสินค้ามานำเสนอ นั่นหมายความว่า “Varinda เลือกให้แล้ว”

ส่วนเหตุผลที่ Varinda ไม่มีเมนู Signature เพราะ อยากให้ลูกค้าได้เข้ามาลอง “กาแฟที่เป็นกาแฟจริง ๆ” นั่นหมายความว่า อยากให้ลูกค้าสัมผัสถึง Character ของเมล็ดกาแฟที่อยากทานจริง ๆ มากกว่าเสิร์ฟกาแฟตามสูตรที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุกกับการค้นหารสชาติกาแฟของตัวเองมากกว่า

นอกจากนี้ แม้ทั้งคุณมิกซ์และคุณนุ่น จะผ่านการคว้าแชมป์ระดับประเทศมาทั้งคู่ แต่กลับไม่คิดจะใช้เรื่องนี้เป็นภาพจำของแบรนด์ Varinda เพราะมองว่า ไม่อยากให้ลูกค้าคาดหวังมากจนเกินไปเช่นกัน

☕️ อนาคตของ Varinda ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ

คุณมิกซ์และคุณนุ่นคาดว่าในอนาคต Varinda จะสามารถเป็นศูนย์กลางของคนรักกาแฟได้ โดยปัจจุบันเริ่มสร้าง Community ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ทั้งเรื่องอุปกรณ์และเมล็ดกาแฟ รวมถึงทุกเรื่องราวของ “Specialty Coffee” สำหรับคนที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่เริ่มต้นได้อย่างครบวงจร

หลังจากที่เราได้คุยกับคุณมิกซ์และคุณนุ่น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้และอยากแชร์ให้ทุกท่านเรียนรู้ไปพร้อมกัน คือ

1. แม้จะไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจใดๆ มาก่อน แต่การศึกษา หาข้อมูล เรียนรู้ และลงมือทำ

อย่างที่คุณมิกซ์และคุณนุ่นได้ลองผิด ลองถูก และเรียนรู้ที่จะใช้ Data ในการพัฒนา Product ให้เป็นสูตรของ Varinda เองที่ไม่ Compromise quality คือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

2. เงินทุนไม่เยอะไม่ใช่ปัญหาเสมอไป

เพราะการทำ Branding ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ แต่ใช้ความทุ่มเท ตั้งใจ สนุก และพร้อมเรียนรู้กับการแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ SMEs หากอยากประสบความสำเร็จ และลูกค้าจดจำตัวตนของเราได้ สิ่งสำคัญคือการ รักษาจุดยืนและตัวตนอย่างจริงจัง ตั้งใจ และต่อเนื่อง

3. ในมุมของ Business Model Canvas การวาง Key Partner และ Cost Structure สำคัญมากๆ

เพราะ การมี Partner ที่ดี คือแต้มต่อทางธุรกิจของ SMEs ที่มีทรัพยากรจำกัด และสามารถนำจุดแข็งของตัวเองและพาร์ทเนอร์ มาร่วมสร้าง Product ที่มีคุณค่าใหม่ๆ ให้กับลูกค้าได้ ส่วน Cost Structure ที่แม่นยำ ก็จะยิ่งสามารถทำให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

ขอขอบคุณการแชร์ข้อมูลและประสบการณ์ดีๆ จาก : คุณมิกซ์-พีระศิน วศินระพี และคุณนุ่น-รินรดา กาญจนวงศ์ไพศาล เจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ สามารถติดตามและเข้าไปใช้บริการ ลิ้มรสกาแฟ Specialy Coffee ได้ทาง Facebook : Varinda Coffee Roaster, IG : Varinda.coffee.roaster และหน้าร้าน Varinda Specialty Coffee ครับ

* หมายเหตุ Q Grader คือ ใบรับรองที่ออกให้โดย Coffee Quality Institute (CQI) ซึ่งจะมอบให้กับผู้ที่ผ่านการอบรม และการสอบการพิจารณาคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ภายใต้มาตรฐานของ CQI เพื่อการันตีว่าสามารถอธิบายลักษณะ จำแนกคุณภาพกาแฟแต่ละตัว และสามารถสื่อสารถึงลักษณะของกาแฟ กับบุคคลในวงการกาแฟด้วยศัพท์เฉพาะได้ถูกต้อง – ที่มา : www.scith.coffee

คุณเต้ – คุณแซน สองผู้บริหารสุดเจ๋ง จากผู้อยู่เบื้องหลังวงการจิวเวลรี่แบรนด์ไทย สู่การพลิกวิกฤติ ให้เป็น “Mystic” แบรนด์จิวเวลรี่น้องใหม่ ฝีมือคนไทย ที่นำเอาเรื่องราวความฝันและความทรงจำวัยเด็กของคนทั่วโลก ถ่ายทอดผ่านเครื่องประดับแสนประณีต ด้วยแนวคิด ‘Life is Magical’ ร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง “Disney”

จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ Mystic แบรนด์จิวเวลรี่น้องใหม่ ประสบการณ์ 30 ปี

เริ่มต้นจากครอบครัวคุณเต้ ทำธุรกิจแบรนด์จิวเวลรี่มายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นการค้าส่ง (Wholesale) มาตลอด เมื่อถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกอยากทำธุรกิจค้าปลีก (Retial) บ้าง แต่กลับไม่สามารถทำได้ เพราะธุรกิจจิวเวลรี่ในประเทศ เป็นลูกค้า Wholesale ของธุรกิจครอบครัวคุณเต้เกือบทั้งหมด คุณเต้จึงมีไอเดียที่จะทำ ‘แบรนด์ของตัวเอง’ จึงได้มาปรึกษากับคุณแซน เพื่อนผู้มีประสบการณ์ในวงการ Online Marketing กว่า 10 ปี

สิ่งที่จุดประกายความคิดให้ Mystic เลือก Collab กับ Disney?

เริ่มจากคุณเต้ ต้องการขยายตลาดให้กับธุรกิจจิวเวลรี่ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้น จากเดิมที่ธุรกิจแบรนด์จิวเวลรี่ของครอบครัว เน้นผลิตจิวเวลรี่ที่โชว์เสน่ห์ของความเป็นไทยเป็นหลัก ซึ่งทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่จำกัด ผนวกกับการที่คุณเต้ ได้เห็นเสน่ห์ของ Craft Jewelry ที่มีรายละเอียดแสนประณีตและงดงาม ทำให้รู้สึกถึงมนต์เสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความ ‘Magic’

ซึ่งในแง่ของนักการตลาด คุณแซน มองว่า สามารถดึงเอา ‘Magic’ หรือเสน่ห์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งขบวนการผลิต Craft Jewelry ดังกล่าว มาต่อยอดในการสร้าง Branding ให้กับแบรนด์ Mystic ได้มากขึ้นเช่นกัน

ในสายตาของนักการตลาด ทำไมจึงมั่นใจว่าการ Collab กับ Disney คือคำตอบที่ใช่?

คุณแซนมีคำตอบหลายข้อมากสำหรับคำถามนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการตลาด คือ การตลาดไม่ใช่เรื่องของการ Forced Sale (การบังคับขาย) แต่คุณแซนเชื่อว่าคำว่า Disney มาพร้อมกับคำว่า Emotional ตั้งแต่ต้น และเชื่อว่าบาง Emotional นั้น สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกช่วงวัย ทุกช่วงเวลา เพราะบางเรื่องก็เป็นสากลมาก ๆ

ซึ่งในทางด้านธุรกิจจิวเวลรี่ คุณเต้ ขอเสริม 2 ส่วน คือ การทำงานกับ Disney ทำให้ดีไซน์ของจิวเวลรี่จากเดิมที่เป็นดีไซน์แบบไทยๆ ก็ปรับดีไซน์ให้สามารถเข้าถึงได้ทุกวัย และอีกส่วน คือ เมื่อได้ศึกษาตลาดจิวเวลรี่ของ Disney ทำให้ทราบว่า Segment เป็นอย่างไร Material ที่ใช้เป็นอย่างไร ซึ่งคุณเต้เห็น Segment หนึ่งที่สามารถผลิตสินค้าที่มีความเป็นพรีเมียม (Premium) ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งตรงกับแนวคิดของแบรนด์ Mystic เช่นกัน

หากเจ้าของธุรกิจ SMEs อื่นๆ อยาก Collab กับแบรนด์ดังเหมือนที่ Mystic ทำ จะได้หรือไม่?

คุณเต้เชื่อว่า หาก SMEs ต้องการ Re-Branding ตัวเอง เพื่อเปลี่ยนมุมมองของผู้คนในตลาดให้แตกต่าง อย่างที่แบรนด์อื่นๆ ในตลาดเลือกทำนั้น ก็สามารถทำได้ ซึ่ง Mystic ก็เลือกที่จะ Collab กับ Disney และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

Wonderful Magic Moment กับ Collection พิเศษ ของ Mystic x Disney

จุดแข็งของ Mystic คือเก็บทุก Element ใส่ใจทุกรายละเอียด จนออกมาเป็นคอลเลกชันที่ดึงเอาความ Magic ของ ‘แมลงตัวน้อย’ ผู้นำทางให้อะลาดินและเจ้าหญิงจัสมินได้พบรักกัน ถ่ายทอดสู่จิวเวลรี่คอลเลกชันพิเศษที่เรียกได้ว่า ‘Wonderful Magic Moment’ ซึ่งอยู่ในทุกความทรงจำของแฟนดิสนีย์ทุกๆ คน

ก้าวข้ามวิกฤติธุรกิจด้วยคำว่า “Nothing is Impossible” และ “ธุรกิจไม่เคยมีทางตัน”

SMEs ที่กำลังเจอวิกฤติ หรือกำลังกลัวที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหาต่างๆ สำหรับคุณเต้ ในฐานะของเจ้าของธุรกิจจิวเวลรี่ ฝากไว้ว่า “อยากให้มีแผนสำรองสำหรับการทำธุรกิจ และเชื่อว่า Nothing is Impossible” ส่วนคุณแซน ในฐานะของนักการตลาด มองว่า “ธุรกิจไม่เคยมีทางตัน อยากให้กลับมาทบทวนธุรกิจของตัวเองให้หนักขึ้น ลึกขึ้น ก่อนที่จะวางแพลนในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่เทรนด์มันเปลี่ยนเร็วขึ้นมากๆ”

ทางออกของ ‘การบริหารจัดการสต็อก’ ในวันที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว และเราจำเป็นต้องเปลี่ยนตาม

สิ่งที่คุณเต้ทำในวันที่เจอปัญหาเทรนด์เปลี่ยนเร็ว จนกระทบต่อการบริหารจัดการสต็อก ไม่ใช่การลดราคาสินค้า (Discount) เพราะอย่างน้อย หากวันหนึ่งตลาดเดิมไปต่อไม่ได้แล้ว มูลค่าสินค้าของเราก็ยังคงอยู่… ซึ่งคุณนายเสริมว่า นี่คือการคงไว้ซึ่งโครงสร้างราคาในตลาด เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเล่นกับการลดราคาบ่อยๆ ลูกค้าหรือผู้บริโภคก็จะติดการรอให้แบรนด์ลดราคา ซึ่งการสร้างมาตรฐานราคา คงไว้ของมูลค่าสินค้า ก็ถือเป็นการซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคทางหนึ่งเช่นกัน

คุณเต้ ในฐานะเจ้าของธุรกิจจิวเวลรี่ได้ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ไว้ 2 มุม คือ 1. การทำ Market Expansion และ 2. การทำ Product Expansion ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเต้เลือกทำ คือ การลองส่งสินค้าเดิมไปหาตลาดใหม่ๆ หรือลองตลาดเดิมกับสินค้าใหม่ๆ ซึ่งในตอนนี้ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า อยากจะ Expansion ให้มากที่สุดทั้งตลาดเดิม และตลาดใหม่ ไปพร้อมกัน

หลังจากที่ได้คุยกับคุณเต้และคุณแซน สิ่งที่ผมคิดว่าทุกท่าน จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เมื่อเจอวิกฤติธุรกิจ นั่นก็คือ

1. ซื่อสัตย์กับลูกค้าปัจจุบันของตัวเอง

เหมือนอย่างที่คุณเต้เลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์และซื่อสัตย์กับลูกค้าขายส่งของตัวเองกว่า 300 ราย โดยการไม่ลดราคาสินค้า และรักษามูลค่าเดิมของสินค้าไว้อยู่ แทนการรีบหากระแสเงินสด จนไม่สนใจคู่ค้าหรือพาร์ทเนอร์ด้วยกัน

2. แก้ปัญหาธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์การขยายตลาด

ซึ่งคุณเต้แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ 1. การทำ Market Expansion ขยายออกไปตลาดใหม่ๆ โดยใช้สินค้าเดิมที่เรามีอยู่แล้ว และ 2. การทำ Product Expansion โดยใช้ประสบการณ์การทำจิวเวลรี่ที่มีอยู่ มาพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับคุณแซน เพื่อให้เกิดสินค้าใหม่ๆ ต่อยอดธุรกิจเดิมของตัวเอง จนเกิดเป็นแบรนด์ Mystic

3. เทรนด์การตลาดเปลี่ยน Digital Marketing

จึงสำคัญ แต่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ต้องผ่านการทำการบ้านให้มากพอ ซึ่ง Mystic จับเอาจุดเด่นของความเป็นไทย ผสมผสานกับความเป็นนานาชาติจาก Disney จนออกมาเป็นสินค้าใหม่ ที่เต็มไปด้วยความละเอียดลออของคนไทย แต่มีเรื่องราวที่น่าสนใจของ Disney เพื่อส่งต่อให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Mystic จึงสามารถสร้างจุดยืนให้กับแบรนด์ของตัวเอง ให้อยู่ในตลาดระดับที่กลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูงได้ นั่นเองครับ

ขอขอบคุณการแชร์ข้อมูลและประสบการณ์ดีๆ จาก : คุณเต้ – คุณแซน เจ้าของธุรกิจจิวเวลรี่ “Mystic” และสามารถติดตามผลงานและสินค้าแบรนด์ Mystic เพิ่มเติมได้ทาง Facebook : MYSTiC : Life is Magical และหน้าร้านทุกสาขาครับ

คุณคิดไว้ไหมครับว่า จะยิง Ads. ทำแคมเปญส่งโปรโมชั่น ลด-แลก-แจก-แถม ไปจนถึงเมื่อไหร่ ?

หากวันหนึ่งอยาก ‘หยุด’ ทำ Marketing ไป… แบรนด์จะไปต่อได้ไหม หรือจะยืนให้มั่นคงได้อย่างไรในอนาคต

ตั้งแต่ผมให้คำปรึกษาให้กับธุรกิจ SMEs มามากกว่า 10 ปี บอกได้เลยครับว่ากว่า 90% ของธุรกิจ SMEs จะเน้นทำ Marketing เข้มข้นกันมากๆ เพราะต่างก็โฟกัสที่ยอดขายเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผิดนะครับ ผมทราบดีว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ หากหลีกหนีการทำ Marketing ธุรกิจก็คงไปไม่รอดกันแน่ๆ

ทว่าในขณะเดียวกัน หากทุกแบรนด์ทุกธุรกิจ ต่างทุ่มเงินยิง Ads. ส่งโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม ให้ลูกค้ากันรัวๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือตั้งเป้าหมายไว้… จะด้วยเหตุผลยิง Ads ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย แคมเปญไม่น่าดึงดูด หรือโปรโมชันไม่มากเท่าเจ้าอื่นๆ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าแคมเปญที่ทำไป โปรโมชันที่วางแผนไว้ รวมถึงเงินก้อนใหญ่ที่ทุ่มเทไป เหมือนละลายไปกับน้ำทั้งหมด

ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ SMEs สร้างยอดขาย กระตุ้นความสนใจ และดึงดูดลูกค้าได้ไม่แพ้การทำ Marketing นั่นก็คือ ‘การสร้างตัวตน’ หรือ ‘ภาพลักษณ์’ หรือที่เราเรียกกันว่า “Branding” นั่นเองครับ

แน่นอนว่า เจ้าของธุรกิจ SMEs หลายคนอาจจะวาง Branding ให้เป็นเรื่องท้ายๆ จัดในหมวด ‘ค่อยทำ’ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมถามว่า… “คุณอยากขายสินค้าที่มีอยู่ดาษดื่นในราคาที่แพงขึ้นไหม?” “อยากขายได้โดยไม่ต้องทำโปรโมชันลดราคา” “อยากลดงบยิงแอด ค่าโฆษณาเดือนละเป็นแสนๆกันหรือเปล่า?”

คำตอบที่ได้ก็เป็นคำว่า ‘อยาก’ ถูกไหมครับ… แต่มันจะเป็นไปได้ไหม? ทำแล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่า “ลูกค้าจะซื้อ” ในเมื่อที่ผ่านมา คุณอัดโปรโมชันอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้สร้าง Value ให้กับแบรนด์ ให้ลูกค้าได้รู้จัก ‘ตัวตนของคุณ’ เลย

สำหรับ SMEs โดยเฉพาะคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ผมขอแนะนำแบบนี้ครับ… ในเมื่อเราทิ้งการทำ Marketing ไม่ได้ เพราะยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ในยุคนี้ ให้ลองดึง Net Profit Margin ของคุณออกมาก่อน 30% สำหรับทำ Marketing และให้แบ่ง 10% จากใน 30% ดังกล่าว มาหยอดกระปุกไว้ใช้สำหรับทำ Branding ก็ได้ครับ (ในที่นี้สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มั่นใจว่าจะต้องจัดสรรงบประมาณยังไงดีสำหรับการทำ Branding นะครับ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจคุณได้เช่นกัน)

แล้ว Branding จะคุ้มค่ากับเงินที่หยอดกระปุกไว้แค่ไหน ขอสรุปไว้ 3 ข้อสั้นๆ ดังนี้ครับ

1. เมื่อ Branding ชัด จนลูกค้าเข้าใจ

คุณจะเจอกลุ่มลูกค้าที่มี Identity หรือเทสต์เดียวกันกับคุณ นั่นหมายความว่า ลูกค้าพร้อมที่จะเลือกใช้สินค้าของคุณ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งหรือเพิ่ม Identity ให้กับตนเองเช่นกัน

2. ลูกค้าจะจดจำแบรนด์ของคุณได้มากกว่าคำว่า ‘ขายถูก’

เหมือนที่คุณเลือกซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ประจำ หรือทานกาแฟร้านเดิมซ้ำๆ จนกลายเป็น Member หรือลูกค้าประจำ แม้สิ่งเหล่านั้นจะมีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ ได้นั่นแหละครับ ซึ่งแปลว่า Branding เพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้มากขึ้นนั่นเอง

3. ในอนาคต หาก Branding ของคุณยังคงความน่าเชื่อถือ ตัวตนของคุณยังไม่ถูกทำให้ Value ลดลง

ไม่ว่าคุณจะออกสินค้าใหม่หรือบริการใด นั่นเท่ากับว่าคุณจะยังคงมีกลุ่มลูกค้าที่เชื่อใจและพร้อมซัพพอร์ตอยู่ ซึ่งอาจจะช่วยลดงบประมาณในการทำ Marketing ในการหาลูกค้าใหม่ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับผม… Marketing คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณกระตุ้นยอดขายได้ก็จริง แต่หากวันนึงจำเป็นต้องหยุดทำ Marketing ไป Branding คือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณ ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว นั่นเองครับ

ในช่วงชีวิตคนเรา…บ้าน คือ หนึ่งในสินค้าที่ ราคาสูงที่สุด ในชีวิตคนหนึ่งคนจะซื้อเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของได้ ทำให้กระบวนการในการตัดสินใจซื้อ จึงต้องมีการหาข้อมูล คิดตัดสินใจ ที่ค่อนข้างมากกว่า เมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ ประกอบกับสถานการณ์การแข่งขันกันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน การพูดถึงเพียงแค่คุณสมบัติหรือราคาของอสังหาริมทรัพย์อาจไม่เพียงพอต่อการปิดการขายอีกต่อไป นักขายทุกท่านต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปให้ไกลกว่าแค่การใช้วิธีการขายแบบเดิมๆ หนึ่งในวิธีที่กำลังมาแรงและได้รับการยอมรับว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจคือการขายแบบ “ที่ปรึกษา” ซึ่งการขายแบบให้คำปรึกษานั้นเกี่ยวกับการเจาะลึก ค้นหา เข้าใจความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า และนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ โดยวิธีการที่จะทำให้คุณได้เข้าใจและค้นหาความต้องการ/ปัญหาของลูกค้า ตลอดจนสามารถปิดการขายได้ในที่สุด

 

โดยกระบวนการ การพัฒนาทักษะเพื่อเป็น ที่ปรึกษาการขายนั้น สามารถเริ่มได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้…

 

1. ทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้า

 

การเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขายแบบที่ปรึกษา การค้นหาวัตถุประสงค์ของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ งบประมาณ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้หากเราสามารถค้นหาเจอได้ ก็จะสามารถนำมาใช้เพื่อปรับแต่งการขายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะรายได้ ซึ่งการเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าเป็นขั้นแรกในการได้รับความไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

 

2. ถามคำถามที่เหมาะสม

 

คำถามที่เหล่านักขายใช้ถามลูกค้า สามารถกำหนดความสำเร็จของการขายได้ ตัวอย่างเช่น การถาม “คำถามปลายเปิด” (Open-Ended Questions) และ “ถามให้อีกฝ่ายเล่าเรื่อง” เพิ่มโอกาสในการค้นพบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ นักขายแบบที่ปรึกษาต้องตระหนักถึงความสำคัญของการถาม และจับ “Keyword” จากคำตอบของลูกค้าเพื่อให้ทำความเข้าใจเป้าหมาย ความต้องการ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้

 

3.นำเสนอขายด้วยคุณค่า (Value)

 

การจะเป็นที่ปรึกษาการขายที่ดีนั้น ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการนำเสนอคุณสมบัติของสินค้า (Feature) เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องของ “ผู้ขาย” แต่ควรเริ่มต้นการพูดถึงคุณค่าที่เหมาะสม (Value) และตรงความต้องการของ “ผู้ซื้อ” หรือลูกค้าของเราก่อน  พยายามชี้ให้ลูกค้าเห็นถึงมุมมองที่หากลูกค้าแก้ไขหรือปรับปรุงตามคำแนะนำแล้วสุดท้ายชีวิตหรือธุรกิจของลูกค้าจะดีขึ้นอย่างไร เพื่อทำให้ลูกค้าเห็นถึงความกระตือรือร้นและเต็มใจที่จะช่วยพวกเขาในการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการ

 

4. สร้างความสัมพันธ์

 

การสร้างความสัมพันธ์ถือเป็นสิ่งสำคัญในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กระบวนการสร้างความสัมพันธ์และการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ที่ปรึกษาการขายที่ดี ควรพยายามสร้างความไว้วางใจและมิตรภาพกับลูกค้า ตลอดจนการเก็บข้อมูลความต้องการของลูกค้า เพื่อให้นักการตลาดนำมาสร้างการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relations Marketing) ช่วยสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์และธุรกิจในระยะยาว สามารถนำไปสู่การขายและการบอกต่อจากลูกค้าเก่าได้

 

5. ให้บริการหลังการขาย

 

การให้บริการหลังการขาย ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตอบคำถามที่ค้างคาใจของลูกค้า หรือการจัดการกับข้อติชม หรือแม้กระทั่งการให้คำแนะนำในการตกแต่งบ้าน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการขายได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่นและมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลหรือช่วยแก้ไขปัญหาในภายหลังได้อีกหากต้องการกลับมาใช้บริการอีกครั้งในอนาคตได้

 

โดยสรุป การใช้ทักษะ “การขายแบบที่ปรึกษา” สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ควรเปลี่ยนวิธีการขายแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางการมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าและสร้างคุณค่าให้กับสินค้า/บริการผ่านการให้คำปรึกษาที่มาจากตัวผู้ขาย การถามคำถามและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงการพูดถึงราคาและคุณสมบัติเท่านั้นแต่ต้องเน้นไปที่คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับจากการซื้อสินค้าและบริการ การสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่หากคุณทำอย่างถูกวิธีการขายแบบการให้คำปรึกษาจะช่วยให้คุณมีลูกค้าประจำอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มโอกาสในการเจอลูกค้าใหม่จากการแนะนำจากลูกค้าเดิม ซึ่งหากคุณปรับใช้เทคนิคการขายแบบให้คำปรึกษาเข้ากับแนวทางการขายของคุณอย่างเหมาะสมก็จะช่วยยกระดับการขายของให้ไปได้ไกลมากกว่าที่เคยได้้อย่างแน่นอน

Nine Polthep

Nine Polthep

3

พวกเราใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ช่วยลูกค้าพัฒนาธุรกิจ การตลาด ในฐานะที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมทาง

Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons

การถามคำถามปลายเปิด เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เล่าประสบการณ์ ความคิดเห็น หรือความต้องการ เพื่อให้เราได้ค้นหา Insight ที่อยู่ในใจลูกค้า
.
ให้เรานำข้อมูลที่ได้มาเชื่อมโยงสู่การนำเสนอสินค้าและบริการ ให้ตรงความต้องการของลูกค้า ให้ลูกค้ามองคุณเป็นเซลล์ที่ใช่ ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง
.
#เพราะนักขายที่ดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่งแต่ต้องฟังให้เป็น
.
เทคนิคการขาย อีกมากมายเพื่อการเป็นที่ปรึกษาการขายที่ดี ในหลักสูตร Sell Me If You Can ขายให้ได้...ถ้า(นาย)แน่จริง
.
สนใจรีบลงทะเบียนเรียน ก่อนที่นั่งเต็มนะครับ ✔️💯
_______________________________________
📍สอบถามข้อมูลหลักสูตร หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติม
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิกเพิ่มเพื่อน > lin.ee/R6YheKz
TikTok, Instagram, Youtube : Nine Polthep
Tel : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ninepolthep.com/sell-me-if-you-can/
.
#NinePolthep #Sustainable #Success #เทคนิคการดูแลลูกค้า #เทคนิคการขาย #การขายแบบที่ปรึกษา #หลักสูตรการขายแบบที่ปรึกษา
... See MoreSee Less

3 days ago

เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เคยคิดกันไหมครับว่า... เราจะทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม หรือจะทุ่มงบยิง Ads. ไปจนถึงเมื่อไหร่
.
หากวันหนึ่ง อยากหยุดทำ Marketing แล้วธุรกิจ หรือแบรนด์จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ?
.
🔥ให้หลักสูตร 𝗱𝗻𝗮𝗿𝗯 : 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗼𝗿 𝗦𝘂𝘀𝘁𝗮𝗶𝗻𝗮𝗯𝗹𝗲 𝗦𝘂𝗰𝗰𝗲𝘀𝘀 หลักสูตรการวางแผน พัฒนา และสื่อสารแบรนด์
.
ช่วยคุณค้นหาคำตอบให้กับธุรกิจ เพื่อต่อยอดสู่การวางแผนและพัฒนาแบรนด์ ก้าวสู่การสร้างจุดยืนในใจลูกค้า ให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดและมั่นคงได้ในยุคที่ Marketing ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด!
.
🎯เรียนแล้วได้อะไร ?
- สร้าง "𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗣𝗼𝘀𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻𝗶𝗻𝗴" ที่ชัดเจน และการสื่อสารตัวตน ของแบรนด์ ด้วยการสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างแบรนด์อย่างมีเป้าหมาย เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า
- เข้าใจ "𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗮𝘀 𝗮 𝗣𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻" หรือ "𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗜𝗺𝗮𝗴𝗲" ที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์สู่การสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์
- ออกแบบ "𝗖𝘂𝘀𝘁𝗼𝗺𝗲𝗿𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆" ที่น่าสนใจ และดึงดูดจนสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นลูกค้าได้
.
👤หลักสูตรนี้เหมาะกับ
1) เจ้าของกิจการ
2) ผู้บริหารองค์กรที่ต้องนําเสนอไอเดียกับที่ประชุม
3) หัวหน้าฝ่าย/ผู้จัดการทีม วางแผนธุรกิจหรือการตลาด
4) พนักงานฝ่ายการตลาด
5) ฝ่ายขายระดับผู้จัดการ
.
📊รายละเอียดหลักสูตรคลิก >>> ninepolthep.com/branding/
.
🚩เปิดจองแล้ว
- วันเสาร์ที่ 18 พ.ค. 2567
- เวลา 09.00 - 16.00 น.
.
✅ลงทะเบียนเลย
- ปกติราคา 6,890 บาท/ท่าน
- ราคาพิเศษ! Early bird ราคา 4,980 บาท (เมื่อชำระในระยะเวลาที่กำหนด)
.
🧑‍💼สอนโดย
- ครูนาย พลเทพ มาศรังสรรค์
- Creative Strategist ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด ช่วยผู้ประกอบการแก้ปัญหาธุรกิจ และสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน
_______________________________________
📌ลงทะเบียนเรียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิก lin.ee/R6YheKz
โทร : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ninepolthep.com/branding/
.
#NinePolthep #sustainable #success #brand #หลักสูตรการสร้างแบรนด์ #สร้างแบรนด์ #ธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจ
... See MoreSee Less

1 week ago
เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เคยคิดกันไหมครับว่า... เราจะทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม หรือจะทุ่มงบยิง Ads. ไปจนถึงเมื่อไหร่
.
หากวันหนึ่ง อยากหยุดทำ Marketing แล้วธุรกิจ หรือแบรนด์จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ?
.
🔥ให้หลักสูตร 𝗱𝗻𝗮𝗿𝗯 : 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗼𝗿 𝗦𝘂𝘀𝘁𝗮𝗶𝗻𝗮𝗯𝗹𝗲 𝗦𝘂𝗰𝗰𝗲𝘀𝘀 หลักสูตรการวางแผน พัฒนา และสื่อสารแบรนด์ 
.
ช่วยคุณค้นหาคำตอบให้กับธุรกิจ เพื่อต่อยอดสู่การวางแผนและพัฒนาแบรนด์ ก้าวสู่การสร้างจุดยืนในใจลูกค้า ให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดและมั่นคงได้ในยุคที่ Marketing ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด!
.
🎯เรียนแล้วได้อะไร ?
- สร้าง 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗣𝗼𝘀𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻𝗶𝗻𝗴 ที่ชัดเจน และการสื่อสารตัวตน ของแบรนด์ ด้วยการสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างแบรนด์อย่างมีเป้าหมาย เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า
- เข้าใจ 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗮𝘀 𝗮 𝗣𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻 หรือ 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗜𝗺𝗮𝗴𝗲 ที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์สู่การสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์
- ออกแบบ 𝗖𝘂𝘀𝘁𝗼𝗺𝗲𝗿𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 ที่น่าสนใจ และดึงดูดจนสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นลูกค้าได้
.
👤หลักสูตรนี้เหมาะกับ
1) เจ้าของกิจการ
2) ผู้บริหารองค์กรที่ต้องนําเสนอไอเดียกับที่ประชุม
3) หัวหน้าฝ่าย/ผู้จัดการทีม วางแผนธุรกิจหรือการตลาด
4) พนักงานฝ่ายการตลาด
5) ฝ่ายขายระดับผู้จัดการ
.
📊รายละเอียดหลักสูตรคลิก >>> https://ninepolthep.com/branding/
.
🚩เปิดจองแล้ว 
- วันเสาร์ที่ 18 พ.ค. 2567
- เวลา 09.00 - 16.00 น.
.
✅ลงทะเบียนเลย
- ปกติราคา 6,890 บาท/ท่าน
- ราคาพิเศษ! Early bird ราคา 4,980 บาท (เมื่อชำระในระยะเวลาที่กำหนด)
.
🧑‍💼สอนโดย 
- ครูนาย พลเทพ มาศรังสรรค์ 
- Creative Strategist ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด ช่วยผู้ประกอบการแก้ปัญหาธุรกิจ และสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน
_______________________________________
📌ลงทะเบียนเรียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิก https://lin.ee/R6YheKz
โทร : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ninepolthep.com/branding/
.
#NinePolthep #sustainable #success #brand #หลักสูตรการสร้างแบรนด์ #สร้างแบรนด์ #ธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจ

นักขายทุกท่าน เคยสังเกตกันไหมครับว่า “การขาย” กับ “การจีบใครสักคน” เป็นสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ👫💞
.
การดูแลลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการจัดซื้อส่งมอบเท่านั้น แต่มีความสำคัญเหมือนกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก การเข้าใจความต้องการ การให้ความสนใจ และเอาใจใส่ เปรียบเสมือนการจีบแฟน ที่ต้องให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและยั่งยืน
.
ดูแล “ลูกค้า” ให้เหมือน “คนรัก” อย่างไร ลองมาดูเทคนิคจากผม ดังนี้ครับ...
.
#เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ
เหมือนการจีบแฟนที่ต้องใส่ใจฟังและเข้าใจความคิดเห็น การให้ความสำคัญกับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ
.
#การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ
เหมือนการจีบแฟนที่ต้องการสร้างความประทับใจ การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างความภักดีและความผูกพัน
.
#การสื่อสารที่ดี
เสมือนการให้ความสนใจแฟน การสื่อสารที่ชัดเจน และเปิดเผยเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ
.
#การตอบสนองอย่างรวดเร็ว
เหมือนการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อข้อสงสัยหรือความต้องการของแฟน การมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาและการให้บริการที่มีคุณภาพจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกใจและมีความพึงพอใจ
.
#การดูแลอย่างใส่ใจ
เสมือนการให้ความรักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การมีความเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและแข็งแรง
.
การดูแลลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมั่นคง ดังนั้นให้เรามองการดูแลลูกค้าเป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและเชื่อมั่นในระยะยาว เช่นเดียวกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารักอย่างแท้จริง การดูแลลูกค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญและควรใส่ใจอย่างสม่ำเสมอในธุรกิจและองค์กรของเรา
_______________________________________
📍กดติดตาม NinePolthep ไว้เพื่อรับเทคนิคการบริหารจัดการธุรกิจ การขายและการตลาด
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิกเพิ่มเพื่อน > lin.ee/R6YheKz
TikTok, Instagram, Youtube : Nine Polthep
Tel : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ninepolthep.com
.
#NinePolthep #Sustainable #Success #เทคนิคการดูแลลูกค้า #เทคนิคการขาย #หลักสูตรการขาย
... See MoreSee Less

1 week ago
นักขายทุกท่าน เคยสังเกตกันไหมครับว่า “การขาย” กับ “การจีบใครสักคน” เป็นสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ👫💞
.
การดูแลลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการจัดซื้อส่งมอบเท่านั้น แต่มีความสำคัญเหมือนกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก การเข้าใจความต้องการ การให้ความสนใจ และเอาใจใส่ เปรียบเสมือนการจีบแฟน ที่ต้องให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและยั่งยืน
.
ดูแล “ลูกค้า” ให้เหมือน “คนรัก” อย่างไร ลองมาดูเทคนิคจากผม ดังนี้ครับ...
.
#เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ 
เหมือนการจีบแฟนที่ต้องใส่ใจฟังและเข้าใจความคิดเห็น การให้ความสำคัญกับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ
.
#การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ
เหมือนการจีบแฟนที่ต้องการสร้างความประทับใจ การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างความภักดีและความผูกพัน
.
#การสื่อสารที่ดี
เสมือนการให้ความสนใจแฟน การสื่อสารที่ชัดเจน และเปิดเผยเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ
.
#การตอบสนองอย่างรวดเร็ว 
เหมือนการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อข้อสงสัยหรือความต้องการของแฟน การมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาและการให้บริการที่มีคุณภาพจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกใจและมีความพึงพอใจ
.
#การดูแลอย่างใส่ใจ 
เสมือนการให้ความรักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การมีความเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและแข็งแรง
.
การดูแลลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมั่นคง ดังนั้นให้เรามองการดูแลลูกค้าเป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและเชื่อมั่นในระยะยาว เช่นเดียวกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารักอย่างแท้จริง การดูแลลูกค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญและควรใส่ใจอย่างสม่ำเสมอในธุรกิจและองค์กรของเรา
_______________________________________
📍กดติดตาม NinePolthep ไว้เพื่อรับเทคนิคการบริหารจัดการธุรกิจ การขายและการตลาด
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิกเพิ่มเพื่อน > https://lin.ee/R6YheKz
TikTok, Instagram, Youtube : Nine Polthep
Tel : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://ninepolthep.com
.
#NinePolthep #Sustainable #Success #เทคนิคการดูแลลูกค้า #เทคนิคการขาย #หลักสูตรการขายImage attachmentImage attachment+3Image attachment

SMEs รู้ว่า #Marketing สำคัญ แต่กำลังหลงลืมการสร้าง #Branding อยู่หรือเปล่า !?
.
เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เคยคิดกันไหมครับว่า... เราจะทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม หรือจะทุ่มงบยิง Ads. ไปจนถึงเมื่อไหร่
.
หากวันหนึ่ง อยากหยุดทำ Marketing แล้วธุรกิจ หรือแบรนด์จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ?
.
🔥ให้หลักสูตร 𝗱𝗻𝗮𝗿𝗯 : 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗼𝗿 𝗦𝘂𝘀𝘁𝗮𝗶𝗻𝗮𝗯𝗹𝗲 𝗦𝘂𝗰𝗰𝗲𝘀𝘀 หลักสูตรการวางแผน พัฒนา และสื่อสารแบรนด์
.
ช่วยคุณค้นหาคำตอบให้กับธุรกิจ เพื่อต่อยอดสู่การวางแผนและพัฒนาแบรนด์ ก้าวสู่การสร้างจุดยืนในใจลูกค้า ให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดและมั่นคงได้ในยุคที่ Marketing ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด!
.
🎯เรียนแล้วได้อะไร ?
- สร้าง 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗣𝗼𝘀𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻𝗶𝗻𝗴 ที่ชัดเจน และการสื่อสารตัวตน ของแบรนด์ ด้วยการสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างแบรนด์อย่างมีเป้าหมาย เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า
- เข้าใจ "𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗮𝘀 𝗮 𝗣𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻" หรือ "𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 𝗜𝗺𝗮𝗴𝗲" ที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์สู่การสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์
- ออกแบบ "𝗖𝘂𝘀𝘁𝗼𝗺𝗲𝗿𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆" ที่น่าสนใจ และดึงดูดจนสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นลูกค้าได้
.
📊รายละเอียดหลักสูตรคลิก >>> ninepolthep.com/branding/
.
🚩เปิดจองแล้ว
- ปกติราคา 6,890 บาท/ท่าน
- ราคาพิเศษ! Early bird ราคา 4,980 บาท (เมื่อชำระในระยะเวลาที่กำหนด)
.
🧑‍💼สอนโดย
- ครูนาย พลเทพ มาศรังสรรค์
- Creative Strategist ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด ช่วยผู้ประกอบการแก้ปัญหาธุรกิจ และสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน
_______________________________________
📌ลงทะเบียนเรียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า)
หรือคลิก lin.ee/R6YheKz
โทร : 092-969-9990 (คุณฟุกค์)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ninepolthep.com/branding/
.
#NinePolthep #sustainable #success #brand #หลักสูตรการสร้างแบรนด์ #สร้างแบรนด์ #ธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจ
... See MoreSee Less

1 week ago
Load more

องค์กรที่แข็งแกร่ง ต้องแข็งแรงตั้งแต่พนักงาน

ติดต่อเราวันนี้ เพื่อรับส่วนพิเศษ