คอร์สเดียวที่จะทำให้คุณเข้าใจ "ภาพรวมธุรกิจของคุณ"
หลักสูตรวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจด้วย Business Model Canvas
Business Model Canvas คืออะไร ?
Business Model Canvas (BMC) คือเครื่องมือสำคัญสำหรับการวางแผนธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบซึ่งจะทำให้คุณสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โมเดลทางธุรกิจ
แบบจำลองทางธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจ
ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ
KEY TRENDS
1. Technology 2. Regulatory 3. Societal & Cultural 4. Socialeconomic
MARKET FORCES
1. Market Segments 2. Needs & Demands 3. Market Issues 4. Switching Costs 5. Revenue Attractiveness
Macro Econimic Forces
1. Global Market Conditions 2. Capital Markets 3. Commodities & Other Resources 4.Economic Infrastructure
Industry Forces
1. Stakeholders 2. Suppliers 3. Competing Services 4. Potential Competitors
นอกจากนี้ การอบรม มีการให้ทำ Workshop ลงมือ ทำจริง สอนเพื่อให้ ทำเป็น หรือที่เรียกกันว่า และเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สานสัมพันธ์ เติมคอนเนคชั่น กับเพื่อนในชั้นเรียน
ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการวางแผน

การมีสินค้าหรือบริการที่ดีอย่าง เดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อธุรกิจ

ความเสี่ยงของปัจจัยภายนอก ที่มาจากคู่แข่ง เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้

จุดชนะของการทำธุรกิจท่านควรอยู่บนจุดใด? รู้จักตัวเอง รู้จักคู่แข่ง รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
Business Model Canvas (BMC) สามารถช่วยให้คุณตอบคำถามสำคัญกับธุรกิจของคุณ 6 เรื่อง คือ
ใครคือลูกค้าที่เราจะส่งมอบสินค้าหรือบริการ ?
บริษัทจะพัฒนาสินค้าหรือบริการอะไรต่อในอนาคต ?
สนามแข่งขันของเราอยู่ที่ไหน ?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับแผนการตลาดที่ต่างกันไป ?
ทำอย่างไรให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ ?
ลูกค้าต้องซื้อสินค้า/บริการของเรา ?
ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?
“BMC” เป็นแม่แบบโมเดลธุรกิจ เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่สามารถช่วยธุรกิจคุณได้ดังนี้
• ออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
• หาแนวทางในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ
• สร้างแผนธุรกิจและแผนการตลาด
• วิเคราะห์จุดเเข็ง ปิดจุดอ่อนภายในธุรกิจ
• ตีกรอบแนวคิด ล็อคจุดโฟกัส เพื่อให้เห็นภาพธุรกิจตนเองชัดขึ้น รวมถึงด้านที่ไม่ถนัด
• การเข้าใจ เข้าถึงธุรกิจของตนเองอย่างแท้จริง
The Canvas Extra จะสอนคุณมากกว่าการเติมข้อมูลลงตาราง 9 ช่องใน BMC
คุณจะเข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือนี้อย่างลึกซึ้ง ใน 1:1 private consult session ที่เราจะพาคุณลงมือทำ
วิเคราะห์ธุรกิจของคุณ ให้คุณสามารถมี model ธุรกิจที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
Business Model Canvas คืออะไร ?
Business Model Canvas (BMC) คือเครื่องมือสำคัญสำหรับการวางแผนธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบซึ่งจะทำให้คุณสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โมเดลทางธุรกิจ
แบบจำลองทางธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจ
ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ
โมเดลทางธุรกิจ
แบบจำลองทางธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจ
ตัวช่วยผู้บริหารให้มองเห็น
แนวทางการดำเนินธุรกิจ
หลักสูตร The Canvas Extra สอนการใช้ “Business Model Canvas” หรือที่เรียกกันว่า “BMC”
“BMC” เป็นแม่แบบโมเดลธุรกิจ เปHนเครื่องมือทางธุรกิจ ที่สามารถช่วยธุรกิจคุณได้ดังนี้
• ออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
• หาแนวทางในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ
• สร้างแผนธุรกิจและแผนการตลาด
• วิเคราะห์จุดเเข็ง ปิดจุดอ่อนภายในธุรกิจ
• ตีกรอบแนวคิด ล็อคจุดโฟกัส เพื่อให้เห็นภาพธุรกิจตนเองชัดขึ้น รวมถึงด้านที่ไม่ถนัด
• การเข้าใจ เข้าถึงธุรกิจของตนเองอย่างแท้จริง
เนื่องจากหลักสูตรมีชื่อว่า The Canvas Extra จะไม่ได้สอนเพียงการอธิบายและการเติมข้อมูล
ลงตาราง 9 ช่อง BMC โดยเนื้อหาจะเป็นการสอนให้เข้าใจ ตลอดชีพ ไม่ต้องท่องจำและสามารถใช้ในการดำเนินธุรกิจได้จริง รวมถึงการประยุกต์ BMC ในแต่ละช่องเข้ากับเครื่องมือทางธุรกิจ
(Business Tools) อื่นๆ ดังนี้
KEY TRENDS
1. Technology 2. Regulatory 3. Societal & Cultural 4. Socialeconomic
MARKET FORCES
1. Market Segments 2. Needs & Demands 3. Market Issues 4. Switching Costs 5. Revenue Attractiveness
Macro Econimic Forces
1. Global Market Conditions 2. Capital Markets 3. Commodities & Other Resources 4.Economic Infrastructure
Industry Forces
1. Stakeholders 2. Suppliers 3. Competing Services 4. Potential Competitors
นอกจากนี้ การอบรม มีการให้ทำ Workshop ลงมือ ทำจริง สอนเพื่อให้ ทำเป็น หรือที่เรียกกันว่า และเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สานสัมพันธ์ เติมคอนเนคชั่น กับเพื่อนในชั้นเรียน
Business Model
Business Model Canvas (BMC) สามารถช่วยให้คุณตอบคำถามสำคัญกับธุรกิจของคุณ 6 เรื่อง คือ
ใครคือลูกค้าที่เราจะส่งมอบสินค้าหรือบริการ ?
บริษัทจะพัฒนาสินค้าหรือบริการอะไรต่อในอนาคต ?
สนามแข่งขันของเราอยู่ที่ไหน ?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับแผนการตลาดที่ต่างกันไป ?
ทำอย่างไรให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ ?
ลูกค้าต้องซื้อสินค้า/บริการของเรา ?
ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการวางแผน

การมีสินค้าหรือบริการที่ดีอย่าง เดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อธุรกิจ

ความเสี่ยงของปัจจัยภายนอก ที่มาจากคู่แข่ง เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เจ้าของธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้

จุดชนะของการทำธุรกิจท่านควรอยู่บนจุดใด? รู้จักตัวเอง รู้จักคู่แข่ง รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
ทำไมต้องอบรม"The Canvas Extra"
By NinePolthep ?
เจ้าของธุรกิจ SME / สตาร์ทอัพ
นักการตลาด
ผู้บริหารองค์กรฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายบุคคล ฝ่ายการผลิต เป็นต้น
เจ้าของธุรกิจ ที่กำลังเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้
1. ธุรกิจขนาดเล็ก ที่ขาดไอเดียในการวางแผนธุรกิจ หรือพึ่งทำธุรกิจไม่นาน 2.องการเข้าใจธุรกิจในส่วนที่ไม่ถนัดและ 3. ธุรกิจขายได้ปกติ ดำเนินการปกติ แต่ไม่โตสักที 4. อยากเข้าใจธุรกิจตัวเองอย่างแท้จริง 5. ต้องการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บรรยากาศคลาสเรียน
















ยอดวิวหลักแสน แต่ยอดขายไม่ขยับ... มีผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้
.
ทุกวันนี้เราเห็นเจ้าของธุรกิจจำนวนมากยอมเหนื่อย เสียเวลาไปกับการ "ปั่นคอนเทนต์" วันละ 2-3 คลิป พยายามเต้น วิ่งตามกระแส เพียงเพราะหวังอยากได้ยอดวิวเยอะๆ
.
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความเหนื่อยฟรี ยอดขายไม่กระเตื้อง เพราะลืมไปว่า "หน้าที่หลักของเราคือการสร้างธุรกิจ ไม่ใช่การทำคอนเทนต์ให้คนดูสนุก" ยอดวิวหลักล้านจะไร้ความหมายทันที ถ้ามันมาจากคนที่ "ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย" และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินมาจ่ายเงินเดือนลูกน้องได้
.
พอรู้แบบนี้ หลายแบรนด์ก็ดันสวิงไปอีกขั้ว คือ ฮาร์ดเซลล์มันทุกคลิป ยัดโปรโมชันเข้าไปทุกโพสต์ ซึ่งในความเป็นจริง... ถ้าคุณเอาแต่ขาย ลูกค้าก็จะเลื่อนหนีเช่นกัน!
.
ทางออกของการหลุดจากวงจรนี้ คือการทำ "Strategic Content" (คอนเทนต์เชิงกลยุทธ์) ที่มี "มิติ" ครอบคลุมการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) โดยแบ่งสัดส่วนเนื้อหาดังนี้
.
✅ [1] Value & Evergreen Content (ดึงดูดด้วยการแก้ปัญหา)
ก่อนจะเอาเงินเขา เราต้อง "ให้คุณค่า" เขาก่อน นี่คือคอนเทนต์ประเภทให้ความรู้ ตอบคำถาม หรือไขข้อข้องใจที่ลูกค้าเจอบ่อยๆ คอนเทนต์กลุ่มนี้ไม่ต้องตามกระแส แต่มันจะทำงานเป็น "พนักงานขายที่ไม่มีวันหลับ" (Evergreen) คอยดึงดูดคนที่กำลังมีปัญหาให้เดินเข้ามาหาแบรนด์คุณเอง และยกฐานะคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ
.
✅ [2] Branding Content (สร้างจุดยืนให้คนจำภาพจำ)
ลูกค้าไม่ได้ซื้อของเพราะฟังก์ชันอย่างเดียว แต่เขาซื้อเพราะ "ตัวตนของแบรนด์" คอนเทนต์ส่วนนี้คือการบอกเล่าวิสัยทัศน์ มาตรฐานการทำงาน หรือเบื้องหลังความใส่ใจของคุณ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ นี่คือคอนเทนต์ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกคุณ ท่ามกลางคู่แข่งที่ขายของเหมือนๆ กัน
.
✅ [3] Promotion Content (ยิงหมัดฮุกในจังหวะที่ใช่)
เมื่อเราสร้างความเชื่อใจจากข้อ 1 และ 2 มามากพอแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาของการเก็บเกี่ยว คอนเทนต์ขายไม่จำเป็นต้องมีทุกวัน แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยออกไป มันต้องคมชัด เสนอ Value ที่คุ้มค่า มี Call to Action (CTA) ที่กระตุ้นให้ตัดสินใจ และต้องถูกส่งไปหาคนที่ "พร้อมจะซื้อ" แล้วเท่านั้น
.
การทำการตลาดออนไลน์ ไม่ใช่การวิ่งแข่งว่าใครทำคลิปได้เยอะกว่ากัน หรือใครฮาร์ดเซลล์เก่งกว่ากัน แต่มันคือศิลปะของการ "ผสมผสาน" ทั้งมิติของการให้ความรู้ การสร้างแบรนด์ และการปิดการขายอย่างเป็นระบบ
.
เลิกเหนื่อยกับการทำคอนเทนต์หว่านแห หรือเอาแต่ยัดเยียดการขาย แล้วหันมาวางกลยุทธ์ Content ให้ลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นลูกค้าจริงกันดีกว่าครับ!
.
#NinePolthep #การตลาดออนไลน์ #DigitalMarketing #SMEThailand #ธุรกิจSME
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
"ค่าแอดแพงขึ้นทุกวัน ยิงไปหมื่นนึง ลูกค้าทักมาไม่ถึง 10 คนแถมไม่โอนอีก!"
.
ทางรอดของ SME ยุค 2026 ไม่ใช่การสู้แบบโดดเดี่ยว แต่คือการทำ Ecosystem Partnership (Co-marketing) หรือการจับคู่พันธมิตรธุรกิจ
.
หลักการง่ายๆ คือ "หาแบรนด์ที่ 'ไม่ใช่คู่แข่ง' แต่มี 'ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน' กับเรา"
.
ลองนึกภาพตามนะครับ
✅ ถ้าคุณเปิด คลินิกกายภาพบำบัด แทนที่จะยิงแอดหาคนปวดหลัง ทำไมไม่ไปจับมือกับ แบรนด์ขายเก้าอี้ Ergonomic หรือ ยิมพิลาทิส แล้วทำโปรโมชันร่วมกัน? (ซื้อเก้าอี้แถม Voucher ตรวจโครงสร้างร่างกาย / จัดเวิร์กชอปแก้ปวด
✅ ถ้าคุณขาย อาหารคลีน ทำไมไม่จับมือกับ แบรนด์ชุดออกกำลังกาย เพื่อแชร์ฐานลูกค้า VIP ให้กันและกัน?
.
ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงเวิร์กกว่าการยิงแอด?
📌 Zero CAC (ต้นทุนหาลูกค้าใหม่เกือบศูนย์)
คุณได้ลูกค้าใหม่จากฐานแฟนคลับของพาร์ทเนอร์ โดยไม่ต้องจ่ายเงินให้ Facebook หรือ TikTok แม้แต่บาทเดียว
📌 High Trust (ความน่าเชื่อถือสูงปรี๊ด)
การที่แบรนด์ที่ลูกค้ารักอยู่แล้ว มาการันตีหรือแนะนำสินค้าของคุณ ลูกค้าจะเปิดใจซื้อง่ายกว่าการเห็นแอดโฆษณาลอยๆ หลายเท่าตัว!
.
เลิกมองทุกคนบนโลกธุรกิจเป็นคู่แข่ง แล้วเริ่มกางกระดาษลิสต์ดูครับว่า "ลูกค้าของเรา ก่อนและหลังที่จะมาซื้อสินค้าเรา... เขาต้องไปซื้ออะไรอีกบ้าง?"
.
นั่นแหละครับคือ "พาร์ทเนอร์" ที่คุณต้องรีบไปทำความรู้จัก และชวนเขามาทำ Co-marketing!
.
#NinePolthep #BusinessStrategy #CoMarketing #Partnership #SMEThailand #การตลาดออนไลน์ #บริหารธุรกิจ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ในที่ประชุมบริษัท เคยมีฉากโยนความผิดแบบนี้ไหมครับ ?
👉 เซลส์ : ยอดตกเพราะการตลาดหา Lead ขยะมาให้!
👉 การตลาด : Lead ดีแล้ว แต่เซลส์ปิดการขายไม่เป็นเอง!
👉 จัดซื้อ : ฉันซื้อของถูกลงตาม KPI แล้วนะ!
👉 ฝ่ายผลิต : แต่ของมันห่วย! ผลิตแล้วพัง ส่งลูกค้าไม่ทันโว้ย!
.
ผู้บริหารหลายคน เห็นภาพนี้แล้วปวดหัว ด่าลูกน้องว่าไม่มี Teamwork แต่อยากให้ลองถอยออกมามองภาพกว้าง ปัญหาการทำงานแบบตัวใครตัวมัน หรือ "Silo Mentality" อาจไม่ได้เกิดจากนิสัยคนเสมอไป
.
แต่มันเกิดจาก "โครงสร้าง KPI" ที่ผู้บริหารเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง!
.
ถ้าตั้งเป้าให้ "จัดซื้อ" ลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่ไปตั้งเป้าให้ "ฝ่ายผลิต" ห้ามมีของเสียเด็ดขาด... แบบนี้ยังไงก็ต้องทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกครับ เพราะ KPI มันขัดแย้งกันเอง (Conflicting KPIs)
.
🚨 3 วิธีแก้เกม ทุบกำแพงไซโล
.
[1] เปลี่ยนมาใช้ Shared KPI (เป้าหมายร่วม) : จับแผนกที่ต้องทำงานต่อกัน มาผูกชะตากรรมไว้ด้วยกัน เช่น ให้เซลส์กับการตลาดรับผิดชอบ "ยอดขายที่ปิดได้จริง" และ "ต้นทุนต่อลูกค้า 1 คน" ร่วมกัน ทีนี้รับรองว่าคุยกันดีแน่นอน เพราะถ้าพัง ก็พังคู่!
.
[2] ตั้งทีมเฉพาะกิจข้ามสายงาน (Cross-Functional) : เวลาดึงคนจากฝ่ายขาย บัญชี และโอเปอเรชัน มาลุยโปรเจกต์เดียวกัน พวกเขาจะเริ่มเข้าใจ "ข้อจำกัด" ของแผนกอื่น และเกิดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) กันมากขึ้น เลิกตั้งป้อมใส่กัน
.
[3] ผู้บริหารต้องเลิกเป็น “ผู้พิพากษา" : เวลาลูกน้องตีกัน เลิกทำตัวเป็นศาลคอยตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ให้สวมหมวก "สถาปนิก" แล้วมองหารอยรั่วในระบบที่ทำให้พวกเขาทำงานยาก แล้วไปแก้ที่ระบบแทน!
.
บริษัทจะไปต่อระดับร้อยล้านพันล้านไม่ได้เลยครับ ถ้าพลังงานของพนักงานหมดไปกับการทำ "สงครามประสาท" ภายในออฟฟิศ
.
ลองกลับไปเช็กดูนะครับ ว่าวันนี้บริษัทของเรามี KPI ข้อไหน ที่กำลังหลอกให้ลูกน้องเราตีกันเองอยู่หรือเปล่า?
.
#NinePolthep #การบริหารคน #วัฒนธรรมองค์กร #HR #ผู้นำยุคใหม่ #โครงสร้างองค์กร #KPI
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เวลาที่ธุรกิจ SME กำลังสเกลยอดขายข้ามผ่านจุด 50 ล้านบาท สิ่งแรกที่ผู้ก่อตั้งต้องทำคือการ "ถอยออกมาจากการบริหารหน้างาน (Day-to-day)" และสร้างชั้นการบริหารระดับกลาง (Middle Management) ขึ้นมารองรับ
.
วิธีการที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เลือกใช้คือ... มองหาพนักงานที่ทำงานเก่งที่สุด ยอดขายสูงที่สุด หรือเชี่ยวชาญที่สุดในทีม แล้วเลื่อนขั้นให้เขาเป็น “ผู้จัดการ"
.
แต่ในมุมมองของการวางโครงสร้างองค์กร นี่คือการตัดสินใจที่มักจะนำไปสู่ความเสียหายถึง 2 เด้ง คือ คุณเสียคนทำงานระดับท็อปไป และคุณได้ผู้จัดการที่บริหารทีมไม่เป็นมาแทน
.
หากวิเคราะห์ถึงรากของปัญหา ทำไมการโปรโมตคนเก่งถึงทำให้ระบบพัง? นี่คือ 3 ปัญหาโครงสร้างที่ซ่อนอยู่
.
❌ [1] ทักษะหน้างาน (Hard Skills) ขัดแย้งกับ ทักษะบริหาร (People Skills)
ความสามารถที่ทำให้คนๆหนึ่งเป็นพนักงานที่ยอดเยี่ยม คือการโฟกัสที่งานของตัวเอง และทำมันให้สมบูรณ์แบบ แต่ความสามารถของผู้จัดการ คือการทำให้ "คนอื่น" ทำงานได้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนเก่งขึ้นมาเป็นหัวหน้า พวกเขามักจะหงุดหงิดที่ลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายจึงเลือกที่จะ แย่งงานลูกน้องมาทำเอง เพราะคิดว่าเร็วกว่า และดีกว่า ทำให้พวกเขาทำงานหนักจน Burnout ส่วนลูกน้องก็ไม่ได้พัฒนาทักษะ
.
❌ [2] ภาวะคอขวดที่ระดับกลาง (Middle-Management Bottleneck)
เมื่อผู้จัดการมือใหม่ไม่กล้า "มอบหมายอำนาจตัดสินใจ (Delegate)" อย่างเด็ดขาด ทุกการตัดสินใจในแผนกต้องวิ่งกลับมาประทับตราที่ผู้จัดการคนเดียว ทำให้กระบวนการทำงานช้าลงกว่าตอนที่ไม่มีผู้จัดการเสียอีก และเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ พวกเขาก็จะวิ่งกลับไปหาเจ้าของธุรกิจให้ช่วยตัดสินใจอยู่ดี ทำให้คุณไม่สามารถหลุดพ้นจากหน้างานได้อย่างแท้จริง
.
❌ [3] โครงสร้างความก้าวหน้าที่บีบบังคับ (The Forced Career Path)
พนักงานเก่งๆ หลายคนไม่ได้อยากบริหารคน แต่พวกเขาอยากได้ "เงินเดือนที่สูงขึ้น" และ “การยอมรับ" โครงสร้างของ SME ส่วนใหญ่มักผูกการขึ้นเงินเดือนไว้กับตำแหน่งบริหาร (ต้องเป็นหัวหน้าถึงจะได้เงินเพิ่ม) ทำให้คนเก่งจำใจต้องรับตำแหน่งผู้จัดการทั้งที่ไม่ได้มีภาวะผู้นำ ผลลัพธ์คือการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้คนในทีมพากันทยอยลาออก
.
การแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การเลิกโปรโมตคนเก่งครับ แต่ต้องแก้ที่ "การออกแบบ Career Path" ให้ชัดเจน
.
องค์กรที่เป็นมืออาชีพจะแยกโครงสร้างความก้าวหน้าออกเป็น 2 สาย คือ สายบริหารสำหรับคนที่มีทักษะนำคน และ สายผู้เชี่ยวชาญสำหรับคนที่เก่งหน้างาน เพื่อให้ยอดฝีมือสามารถเติบโต ได้ค่าตอบแทนระดับสูงได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ไปคุมคนครับ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
"พี่อยากได้ระบบแบบบริษัทใหญ่ แต่พี่มีงบจ้างผู้จัดการแค่เดือนละ 25,000 นะ"
.
นี่คือคำขอกระจกสะท้อน "เพดานความคิด" ของเจ้าของ SME หลายคนที่อยากเติบโต แต่ไม่ยอมลงทุนกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "คน (Talent)”
.
การสเกลธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่การปั๊มยอดขาย หรือเปิดสาขาเพิ่ม แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านจาก "ระบบทำมือ" ไปสู่ "ระบบอัตโนมัติ" ซึ่งคุณไม่สามารถคาดหวังให้พนักงานระดับปฏิบัติการ (Operator) มาเป็นคนออกแบบโครงสร้างระดับองค์กรได้
.
ถ้าคุณอยากทะลุเพดานร้อยล้าน นี่คือความจริงเรื่องคน ที่คุณต้องยอมรับให้ได้
.
🧠 [1] 1. เลิกจ้าง "คนรอรับคำสั่ง" แล้วเริ่มจ้าง “คนวางระบบ"
พนักงานทั่วไปคือคนที่รอให้บอสสั่งซ้ายหันขวาหัน ซึ่งเหมาะกับตอนที่บริษัทเพิ่งตั้งไข่ แต่การสเกลองค์กรไปร้อยล้าน คุณต้องการ "คนวางระบบ" (Professional) คือคนที่เดินเข้ามาแล้วกล้าบอกคุณได้ว่า "สิ่งที่ทำอยู่มันมั่ว ถ้าจะให้ยอดโต 3 เท่า เราต้องรื้อหลังบ้านใหม่แบบนี้ครับ...” คุณต้องกล้าจ่ายแพงเพื่อซื้อสมองมาคิดแทนคุณ ไม่ใช่ซื้อแค่แรงงานมาทำตามที่คุณสั่ง
.
⛓️ [2] จ้างคนเก่งมาแล้ว... ต้องเลิกทำตัวเป็นคอขวด
ความผิดพลาดคลาสสิกคือ จ้างผู้บริหารเงินเดือนแสนมาทำงาน แต่สุดท้ายอำนาจการอนุมัติโปรเจกต์หลักพันยังต้องรอให้ CEO เซ็น! ถ้าคุณจ้างคนเก่งมาแล้วไม่ยอมมอบอำนาจ ให้เขาตัดสินใจ คุณก็แค่เสียเงินจ้างพนักงานธุรการราคาแพงมาคนนึงเท่านั้น
.
🏢 [3] ยอมรับว่า "คนยุคบุกเบิก" อาจไปต่อไม่ได้ทุกคน
ข้อนี้เจ็บปวดแต่คือเรื่องจริง พนักงานที่ร่วมหัวจมท้ายมาตั้งแต่บริษัทตั้งไข่ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพ หรือกรอบความคิดที่พร้อมจะดูแลองค์กรขนาด 100 ล้าน หน้าที่ของผู้นำคือการจัดสรรพวกเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม (ที่ไม่ใช่คอขวดขององค์กร) และให้เกียรติพวกเขา ในขณะเดียวกันก็เปิดทางให้มืออาชีพคนใหม่เข้ามาบริหารจัดการแทน
.
คุณไม่สามารถสร้างธุรกิจ 100 ล้าน ด้วยเครื่องมือ และ Mindset ของธุรกิจ 10 ล้านได้ อยากได้ผลลัพธ์แบบมืออาชีพ... คุณต้องกล้าลงทุนสร้างทีมแบบมืออาชีพครับ
.
#NinePolthep #SMEThailand #ธุรกิจSME #ปัญหาธุรกิจ #ขยายธุรกิจ
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ถ้ายอดขายมันวนจนเติบโตต่อไปถีงหลักร้อยไม่ได้
.
ลองทักมาพูดคุยกันนะครับ 😊
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ
COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM