คุณล่ะครับ...เชื่อเหมือนกันไหม ?

ผมเชื่อในเรื่องการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน...

ที่ปรึกษาการตลาด Nine Polthep

รูปปัจจุบันไม่มีข้อความอธิบายรูปภาพ ชื่อไฟล์คือ: ninepolthep_cover-งบการตลาด-SME-ควรจ่ายเท่าไหร่-scaled.webp

เจ้าของธุรกิจ SME หลายๆคนมักถามว่า “จ่ายเงินทำการตลาดแค่ไหนถึงจะเรียกว่าคุ้ม?” เป็นคำถามที่ผมตอบยากที่สุด ถ้าเรายังไม่รู้ว่า “เป้าหมายทางธุรกิจ” ของคุณคืออะไร

เพราะในโลกของธุรกิจ คำว่า ‘คุ้ม’ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน วันนี้ผมจะมาชำแหละสูตรการจัดสรรงบการตลาด เพื่อให้คุณไม่ต้อง “เทเงินทิ้ง” แต่เปลี่ยนมันเป็นการ “ลงทุนเพื่อผลกำไร” อย่างยั่งยืน


ปรับ Mindset : การตลาดคือ ‘การลงทุน’ ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่าย’ ❗️

ก่อนจะไปดูตัวเลข อยากให้เจ้าของธุรกิจทุกคนปรับ Mindset เรื่องนี้ก่อนครับ หลายคนมองการตลาดเป็น ค่าใช้จ่าย (Expense) ผลที่ตามมาคือ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่จะถูกตัดทิ้งคือ “งบการตลาด”

แต่ในความเป็นจริง การตลาดคือ การลงทุน (Investment) เพื่อรักษาระดับยอดขาย และสร้างการเติบโต การตัดงบการตลาดในยามวิกฤต จึงไม่ต่างจากการตัดสายออกซิเจนของธุรกิจนั่นเอง

3 ระดับการจัดสรรงบการตลาด (คำนวณจาก Gross Revenue)

โดยปกติแล้ว เรามักจะกำหนดงบการตลาดจาก ยอดขายรวม (Gross Revenue) ซึ่งสามารถแบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

1. ระดับ 5% ของยอดขาย (ประคองตัว – Maintenance)

เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว มีลูกค้าประจำหนาแน่น หรือต้องการเน้นรักษาฐานลูกค้าเดิม

  • กลยุทธ์ที่ใช้ : เน้นการทำ Remarketing, การดูแลฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) และการมอบสิทธิพิเศษเพื่อรักษายอดขายให้คงที่
  • ความคุ้มค่า : ความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ยอดขายมักจะไม่หวือหวา เน้นความมั่นคงเป็นหลัก

2. ระดับ 10-12% ของยอดขาย (เน้นโต – Growth)

เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าใหม่ หรืออยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันเริ่มดุเดือด

  • กลยุทธ์ที่ใช้ : เน้นการผลิต Content ใหม่ๆ, การหา Lead ใหม่ (Customer Acquisition) และการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในวงกว้างขึ้น
  • ความคุ้มค่า : เป็นจุดที่สมดุลที่สุด (Sweet Spot) สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยับขยายอย่างต่อเนื่อง

3. ระดับ 20%+ ของยอดขาย (บุกตลาด หรือแจ้งเกิด – Aggressive)

เหมาะสำหรับช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Launch), ช่วงฤดูกาลขาย (High Season) หรือต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดกะทันหัน

  • กลยุทธ์ที่ใช้ : อัดงบโฆษณาทุกช่องทาง ใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) จำนวนมากเพื่อสร้างกระแส
  • ความคุ้มค่า : ยอดขายจะพุ่งไวมาก แต่ “กำไรสุทธิ” จะบางลงในช่วงแรก สิ่งสำคัญคือต้องบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้ดีเยี่ยม

กับดักที่ SME มักพลาด! ลืมดู Gross Profit (GP)

ก่อนที่คุณจะเคาะงบ 5% หรือ 20% สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกลับมาดู Gross Profit (GP) หรือกำไรขั้นต้นของตัวเองก่อน

“กำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว คุณเหลือที่ว่าง (Margin) ให้เล่นการตลาดได้แค่ไหน?”

หากคุณขายสินค้าที่กำไรบางมาก (เช่น กำไร 15%) แต่เลือกทุ่มงบการตลาด 20% นั่นหมายความว่าคุณกำลัง “ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” ดังนั้น ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ข้างต้น จึงต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของโครงสร้างต้นทุนธุรกิจคุณด้วยครับ


สรุป

ตัวเลข 5%, 10% หรือ 20% ไม่มีสูตรไหนผิดหรือถูก มีเพียงคำถามเดียวคือ “มันเหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของคุณในตอนนี้ไหม?” การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การจ่ายเงินให้เยอะที่สุด แต่คือการใช้เงินให้ “ตรงจุด” และ “วัดผลได้” มากที่สุดต่างหากครับ

แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ ตอนนี้ใช้เงินทำการตลาดไปกี่เปอร์เซ็นต์? หรือหากต้องการวางกลยุทธ์แบบเจาะลึก ทักมาปรึกษาพวกเรา NinePolthep Consulting นะครับ

หลายท่านที่เคยเรียนอบรมหลักสูตรการขายกับผม ผมมักจะบอกเสมอว่าคำปฏิเสธเดียวสำหรับผมคือคำว่า “ไม่ซื้อ” เท่านั้น คำอื่นๆสำหรับผมเป็นแค่ข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นในใจลูกค้าเท่านั้น วันนี้ยังไม่ซื้อ วันหน้าไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสในการเป็นลูกค้านะครับ

วันนี้ผมจะมาแบ่งปันวิธีการคัดกรองและวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ลูกค้าบอกเรามานั้น มันใช่คำปฎิเสธจริงหรือไม่ ให้กับนักขายหลายๆท่านนำไปปรับใช้กัน ดังนี้ครับ

1. ลูกค้า “ปฏิเสธ” หรือเป็นแค่ “ข้อโต้แย้ง”

คำพูดยอดฮิตที่เหล่านักขายมักได้ยินบ่อยๆ อย่างเช่น ขอกลับไปคิดดูก่อน ผมอยากให้ทุกท่านลองวิเคราะห์สถานการณ์ดูดีๆครับ ว่าที่จริงแล้วลูกค้าคิดอย่างไร เช่น อาจจะได้ข้อมูลจากเราแล้วแต่ยังไม่สนใจ ต้องการใช้เวลาในการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือปฏิเสธทางอ้อม แต่อย่างไรแล้วลูกค้าก็ยังไม่ได้พูดนี่ครับ เพราะฉะนั้นอย่าทิ้ง Leads ไปดื้อๆ แต่ให้เก็บลูกค้าไว้ในลิสต์ที่ต้องติดตามต่อไปในอนาคตแทน

อบรมหลักสูตรการขาย

2. ลูกค้าพูด “ข้อเท็จจริง” หรือ “ความคิดเห็น”

กรณีที่ลูกค้าอาจเคยพบเห็นรีวิวในด้านลบจากผู้บริโภคคนอื่นๆทาง Social Media เช่น “ฉันได้ยินมาว่าพนักงานขายที่นี่ มีปัญหาเรื่องมาตรฐานในการให้บริการ ฉันจะมั่นใจให้คุณดูแลได้หรอ?” สิ่งสำคัญของการเป็นที่ปรึกษาการขาย คือ การรับฟัง และทำความเข้าใจ ปัญหา/ข้อกังวลใจ ของลูกค้า และปรับมาเป็นข้อเสนอที่ตรงใจกับลูกค้ามากขึ้น เช่น “ผมเข้าใจว่าลูกค้ามีข้อกังวลใจในเกี่ยวกับมาตรฐานการบริการ ตามที่ได้ยินจากที่อื่นมาใช่ไหมครับ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลการรับประกันคุณภาพบริการดังนี้ครับ…”

หลักสูตรพัฒนาทักษะการขาย

3. สิ่งที่ลูกค้าโต้แย้งมาเป็น “สิ่งที่ควบคุมได้” หรือ “ควบคุมไม่ได้”

ทำความเข้าใจ วิเคราะห์ปัญหา ข้อกังวลใจ ที่ลูกค้ากล่าวมาเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ก็แค่หาวิธีที่ช่วยแก้ปัญหานั้นๆให้กับลูกค้า แต่หากเหนือความควบคุมหรือเกินอำนาจหน้าที่ที่เราจะรับผิดชอบได้ เราก็ต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้มากที่สุดเท่านั้นเองครับ

หลักสูตรพนักงานขาย

แค่ลองปรับวิธีคิด เปลี่ยนมุมมอง และไม่ย่อท้อเมื่อโดนคำปฏิเสธจากลูกค้า เพราะอาชีพนักขายกับการโดนปฏิเสธเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย… ลองนำเทคนิคจากหลักสูตรพัฒนาทักษะการขายของผมไปปรับใช้ให้การรับมือกับข้อโต้แย้ง หรือ คำปฏิเสธของลูกค้า เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิมกันดูนะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

การรักษาฐานลูกค้าในธุรกิจคลินิกเสริมความงาม ให้อยู่กับคลินิกของเราไปนานๆ นอกจากเรื่องพื้นฐานสำคัญในเรื่องความน่าเชื่อถือ และฝีมือคุณหมอแล้ว มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง มีดังนี้ครับ

1.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

พนักงานขายมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาใช้บริการ หรือตัดสินใจไม่กลับมาใช้บริการอีกเลย นั่นคือ พนักงานขาย พนักงานขายจะต้องแสดงออกถึงความเป็นมิตร ใส่ใจ เช่น การจดจำชื่อ และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับลูกค้าได้ รวมถึงการให้คำแนะนำที่ดี ไม่ Hard Sell จนลูกค้าอึดอัด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้

2.ติดต่อและติดตามอยู่เสมอ

ติดตามผลการรักษาของลูกค้าและให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังการรักษา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลและเอาใจใส่ ซึ่งในช่วงนี้มีโอกาสที่จะกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าและเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรมาเป็นลูกค้าประจำได้

3.ใส่ใจคำติชม

สอบถามความคิดเห็นของลูกค้าหลังการใช้บริการ ให้เรารู้จุดอ่อน หรือจุดแข็งของคลินิกได้ เพื่อนำจุดอ่อนมาปรับปรุงบริการ หรือนำจุดแข็งมาสื่อสารแบรนด์ให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้

4.การติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

การสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อีเมล, SMS, หรือโซเชียลมีเดีย ในการส่งข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน หรือคำแนะนำการดูแลสุขภาพความงาม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ

5.สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าโดยเฉพาะ

ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ไม่ได้เกิดจากการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการที่ลูกค้าเก่ายังคงอยู่ด้วย ดังนั้นการทำ Loyalty Program จะช่วยให้ลูกค้า กลับมาใช้บริการคลินิกของคุณได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น การสะสมยอดบิลเพื่อแลกรับของรางวัล หรือการได้บริการพิเศษในวันเกิด

นอกจาก 5 ข้อที่ผมกล่าวมา สิ่งสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าอีกอย่างหนึ่ง คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลการบริการ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการวางแผนการตลาดร่วมด้วย จึงจะสร้างผลลัพธ์ สร้างความมั่นคง ให้กับคลินิกในระยะยาวได้ครับ

หากท่านที่เคยได้เรียนหลักสูตรการขายแบบที่ปรึกษา Sell Me If You Can กับผม จะเห็นได้ว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องแนวคิดหรือทัศนคติมาเป็นอันดับแรก ด้วยความเชื่อที่ว่า “เมื่อวิธีคิดผ่าน… วิธีการจะตามมาเอง”

เพราะทัศนคติที่ดีจะทำให้ปัญหาเล็กหรือใหญ่ที่กำลังเผชิญ กลายเป็นแค่เรื่องท้าทาย ที่ต้องเอาชนะให้ได้ และที่สำคัญการมีทัศนคติที่ดีต่องาน จะทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขอีกด้วย

วันนี้ผมมีทัศนคติต้องห้าม ที่เป็นอุปสรรค จนอาจส่งผลเสียต่อการขาย และความสัมพันธ์กับลูกค้ามีอะไรบ้างมาดูไปพร้อมกันครับ

การไม่ฟังลูกค้า

การพูดแต่เรื่อง(สินค้า/บริการ)ของตนเอง โดยไม่ฟังสิ่งที่ลูกค้าต้องการพูด อาจทำให้พลาดโอกาสในการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า

❌การมองลูกค้าเป็นเพียงแค่ยอดขาย

หลายครั้งที่นักขายมักต้องการที่จะปิดยอดขาย ก็จะคิดแต่ว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าซื้อ โดยไม่สนใจปัญหาหรือความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้ขาดความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และลูกค้าอาจไม่กลับมาซื้อซ้ำอีก

❌การไม่เรียนรู้และพัฒนาตนเอง

สำหรับการขายนั้นต้องอาศัยทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นอย่างมาก การไม่เรียนรู้ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ จะทำให้คุณขาดมุมมองใหม่ ก้าวไม่ทันคู่แข่ง และขาดความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่นได้

การโทษผู้อื่น

การมีทัศนคติที่โทษผู้อื่นหรือสถานการณ์เมื่อเกิดปัญหาใดๆก็ตาม โดยไม่มองหาวิธีการแก้ไขหรือพัฒนาตัวเอง ทำให้ไม่สามารถพัฒนา และปรับปรุงการทำงานได้

การกลัวการโดนปฏิเสธ

นักขายกับการโดนปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกนั่นแหละครับ ซึ่งการกลัวการโดนปฏิเสธ จะส่งผลให้คุณไม่กล้าหรือพยายามที่จะนำเสนอขาย ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างยอดขายใหม่ได้

การมีทัศนคติที่เหมาะสม ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในอาชีพนักขายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะทัศนคติจะนำไปสู่การกระทำเสมอ

หลายๆครั้ง เซลล์มักจะใช้คำถามปลายปิด ที่เปรียบเสมือนปิดประตูการขายตัวเอง ด้วยคำพูดยอดฮิตอย่างคำว่า “สนใจไหมครับ/คะ ?”

หากลูกค้าสวนกลับมาว่า “ไม่สนใจ” เซลล์ก็คงไม่พ้นที่จะต้อง ยิ้มเจื่อน และอาจเกิด Dead Air ในวงสนทนาอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น คำว่าสนใจไหม? จากประสบการณ์การขายของผม จึงไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการขายที่ดีนัก นอกจากจะไม่สร้างความน่าสนใจแล้ว ยังเปิดประตูให้ลูกค้าของคุณปฏิเสธได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ยังเป็นคำถาม ที่ทำให้เซลล์ดูเหมือนว่ากำลังขายสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว แทนที่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เล่าประสบการณ์ ความคิดเห็น หรือความต้องการ เพื่อค้นหา Insight ในใจลูกค้า ให้ได้รู้ว่าในการตัดสินใจซื้อลูกค้ามีจุดตัดสินใจอยู่ที่เรื่องใด

สำหรับนักขาย ผมอยากให้ลองดูตัวอย่างการถามคำถามปลายเปิด ดังนี้ครับ…

เปลี่ยนจาก “คุณลูกค้าสนใจ XXX ใช่ไหมครับ?” มาเป็น “คุณลูกค้ามีปัญหาอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้ผมเลือกนำเสนอสินค้า/บริการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดครับ?”

หรือเปลี่ยนประโยคทิ้งท้ายจาก “ถ้าคุณลูกค้าสนใจ XXX ติดต่อได้เลยนะครับ” มาเป็น “ในการเลือกซื้อ XXX คุณลูกค้าต้องการข้อมูลใดสำหรับการพิจารณาเลือกซื้ออีกบ้างครับ?”



เพียงแค่คุณลองเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เล่าเรื่อง เล่าถึงปัญหา และความต้องการ ก็เป็นการแสดงถึงความสนใจที่อยากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้า มากกว่าความอยากที่จะขายสินค้าหรือบริการของตนเองเพียงอย่างเดียว

อีกทั้งยังช่วยให้คุณมีข้อมูลที่เพียงพอเพื่อเชื่อมโยงมาสู่การนำเสนอขาย ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ให้ลูกค้ามองคุณเป็นเซลล์ที่ใช่ ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง

นักขายทุกท่าน เคยสังเกตกันไหมครับว่า “การขาย” กับ “การจีบใครสักคน” เป็นสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ👫💞

การดูแลลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการจัดซื้อส่งมอบเท่านั้น แต่มีความสำคัญเหมือนกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก การเข้าใจความต้องการ การให้ความสนใจ และเอาใจใส่ เปรียบเสมือนการจีบแฟน ที่ต้องให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและยั่งยืน

ดูแล “ลูกค้า” ให้เหมือน “คนรัก” อย่างไร ลองมาดูเทคนิคจากผม ดังนี้ครับ…

1.เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ

เหมือนการจีบแฟนที่ต้องใส่ใจฟังและเข้าใจความคิดเห็น การให้ความสำคัญกับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

2.การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ

เหมือนการจีบแฟนที่ต้องการสร้างความประทับใจ การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างความภักดีและความผูกพัน

3.การสื่อสารที่ดี

เสมือนการให้ความสนใจแฟน การสื่อสารที่ชัดเจน และเปิดเผยเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ

4.การตอบสนองอย่างรวดเร็ว

เหมือนการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อข้อสงสัยหรือความต้องการของแฟน การมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาและการให้บริการที่มีคุณภาพจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกใจและมีความพึงพอใจ

5.การดูแลแบบใส่ใจ

เสมือนการให้ความรักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การมีความเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและแข็งแรง

การดูแลลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมั่นคง เหมือนการจีบแฟนที่ต้องให้ความสนใจและรักษาไว้ด้วยความใส่ใจทุกวัน ดังนั้นให้เรามองการดูแลลูกค้าเป็นการรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและเชื่อมั่นในระยะยาวเช่นเดียวกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่เรารักอย่างแท้จริง การดูแลลูกค้าเหมือนจีบแฟนทุกวัน จึงเป็นหน้าที่ที่ควรสำคัญและควรใส่ใจอย่างสม่ำเสมอในธุรกิจและองค์กรของเรา

เคยได้ยินไหมครับ… รู้เขารู้เรา ขายร้อยครั้ง ปิดยอดได้ร้อยครั้ง “ถ้าคุณรู้จักลูกค้าดีพอ”

หลังวิกฤตการณ์โควิด-19 และเหตุการณ์ความผันผวนต่างๆทั่วโลก ส่งผลให้พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คุณลองสังเกตตัวเองหรือคนรอบตัวก็ได้ครับว่าnก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการอะไรสักอย่าง คุณยังตัดสินใจได้ปุปปัปหรือคิดแล้วคิดอีก ก่อนสแกนจ่ายเงินรึเปล่า?

ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ ค่านิยม หรืออื่นๆ ที่ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป..

โดยสิ่งเหล่านี้ สร้างความท้าทายให้นักขายและนักการตลาดทั่วโลก ให้ต้องมีการปรับตัวและพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา

ใครที่เคยเรียนใน คลาส Sell Me If You Can อาจจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “นักขายที่ดีไม่ควรเป็นแค่นักขาย แต่ควรเป็น นักแก้ปัญหาตัวยง” เพราะไม่ว่าพฤติกรรมลูกค้าจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน สิ่งหนึ่งที่นักขายที่ดีควรทำ ก็คือ… “การรับฟัง” ปัญหาหรือความต้องการของลูกค้า และตอบโจทย์ให้ตรงประเด็นและรวดเร็วที่สุดซึ่งเป็นโอกาสให้คุณสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น

ผมเจอข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับแนวโน้มพฤติกรรมลูกค้าในอีก 5 ปีข้างหน้าจากมินเทล (ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยความต้องการของผู้บริโภค) ซึ่งคาดการณ์ไว้ดังนี้

1.ลูกค้าใส่ใจตัวเองมากขึ้น

โฟกัสการดูแลและพัฒนาตัวตนด้วยสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้มีสุขภาพจิต สุขภาพร่างกาย และความเป็นอยู่ที่ดี

2.ลูกค้าอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น

ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการของแบรนด์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการมากยิ่งขึ้น

3.ลูกค้าต้องการความสะดวกมากขึ้น

เนื่องจากสะสมความเหนื่อยล้าจากสิ่งรอบตัวมากเกินไป จึงต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

4.ลูกค้ามีแพชชั่นกับสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น

ใส่ใจในวัตถุดิบ ความโปร่งใส อยากช่วยเหลือและอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น

5.ลูกค้ามีความรอบคอบมากขึ้น

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพสูงขึ้น จึงมีความคำนึงถึงความทนทานและความคุ้มค่ามากขึ้น

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่นักขายจะต้องเรียนรู้และปรับตัว คือการ “ฟัง” ความคิดเห็น ความต้องการ และปัญหาของลูกค้าให้มากขึ้น ยิ่งคุณรู้ว่า ลูกค้าของคุณคือใคร? มีพฤติกรรมการซื้อหรือใช้บริการแบบไหน คุณก็จะยิ่งสามารถแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้ง่ายและตรงประเด็นที่สุด ต่อยอดให้คุณสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ไม่สิ้นสุดนั่นเองครับ

ไม่ใช่ก็ไม่ง้อ… เมื่อการลาออกเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมสมัยใหม่ แล้วเจ้าของธุรกิจ SMEs หรือ HR จะปรับตัวอย่างไร ให้ดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงาน และรักษาคนเหล่านั้นให้อยู่กับองค์กรไปนานๆ

ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงคุ้นเคยกับ Customer Journey ของการตลาด Employee Journey ก็คล้ายกัน คือองค์กรจะต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้พูดคุย รับฟัง และเสนอความเห็นได้ ทำให้เราเข้าใจ และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด สร้างความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในใจพนักงาน เช่นเดียวกันกับลูกค้า

ซึ่งคนถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการออกแบบประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจสำหรับพนักงาน ผมมีเครื่องมือที่ชื่อว่า Employee Journey มาให้เพื่อนๆนำไปปรับใช้ในองค์กรกันครับ

โดยสิ่งที่เราจะต้องสนใจใน Journey ก็คือ Touchpoint ที่เข้ามากระทบที่ทำให้พนักงานรู้สึก ‘พึงพอใจ’ หรือ ‘ไม่พึงพอใจ’ ในองค์กร ดังนี้ครับ…

Hire

เริ่มตั้งขั้นตอนการออกแบบรูปแบบการทำงาน เพื่อดึงดูดคนเก่งสนใจอยากจะสมัครเข้ามาสัมภาษณ์ รวมถึงในระหว่างการสัมภาษณ์งาน ที่ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีความเป็นมืออาชีพ และเป็นมิตร ซึ่งถือเป็นภาพจำแรกของพนักงานที่มีต่อองค์กรเลยทีเดียว

Onboarding

เมื่อเข้ามาเป็นพนักงานแล้ว องค์กรจะมีโปรแกรมในการดูแลพนักงานในช่วงเริ่มต้นอย่างไร มีการสร้างบรรยากาศที่ดี หรือการทำให้พนักงานมีทีมในการทำงานร่วมกัน โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้พนักงานรู้สึกอยากร่วมงานกับองค์กร หรือตัดสินใจไปที่อื่นนั่นเองครับ

Performance Review

เมื่อทดลองงานไประยะหนึ่ง พนักงานย่อมอยากรับรู้ถึงผลงานของตนเองว่าดีหรือไม่ดีตรงไหนบ้าง องค์กรของเราจะมีการประเมินอย่างไรให้พนักงานทราบถึงผลลัพธ์การทำงาน

Learning Development

เมื่อพนักงานรู้ถึงข้อที่ควรปรับปรุง สิ่งถัดมาองค์กรมีระบบอะไรที่ช่วยพัฒนาเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้น หรือหากพนักงานมีจุดแข็งอะไรบางอย่าง องค์กรจะทำอย่างไรให้พนักงานเป็นคนที่เก่ง หรือโดดเด่นได้มากขึ้นกว่าเดิม

Career Management

เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่ง พนักงานมักมีคำถามว่า จะเติบโตในสายงานนี้ได้อย่างไร หากองค์กรสามารถสร้าง Touchpoint ในจุดนี้ได้ดี ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกพึงพอใจจนอาจไม่เปลี่ยนใจย้ายไปที่อื่นเลยก็เป็นได้

Retire

เมื่อพนักงานลาออก หรือเกษณียนอายุไป หากองค์กรสามารถสร้าง Tochpoint ในระหว่างทางได้ดี พนักงานก็จะรักองค์กรจนทำให้ส่งต่อภาพลักษณ์ที่ดีไปสู่คนรอบข้าง หรือแนะนำคนอื่นให้มาร่วมงานกับองค์กรก็คงไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ

แต่ Tochpoint ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเกิดผลในด้านบวกได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือในการที่ HR เป็นผู้สร้างระบบที่ดี และ Manager เป็นผู้สื่อสารระบบนี้ จนทำให้พนักงานรู้สึกดี หรือไม่ดี เมื่อต้องทำงานร่วมกัน

เห็นไหมครับว่า… การดูแลพนักงานในองค์กรไม่ใช่เพียงการดูแลเรื่องของการทำงานเท่านั้น แต่การสร้างความประทับใจอื่นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้พนักงานเกิดความรู้สึกรักองค์กร และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับองค์กรได้เช่นกันครับ😊

คนทั่วไป หรือผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่าการทำ Marketing คือ การยิง Ads. โฆษณา การทำ Google Ads หรือการทำลด/แลก/แจก/แถม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสื่อสารการตลาดเท่านั้น

ซึ่ง “Marketing” สำหรับผมมันคือการสื่อสารการตลาด การสื่อสารแบรนด์ของเรา ที่เราออกแบบไว้อยากให้ผู้บริโภคจำว่าเราเป็นแบบไหน สื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภค โดยผ่านตัวกลางที่เรียกว่า Media ทั้ง Offline และ Online ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง วิดีโอ หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ ณ จุดขาย กลิ่น เสียงที่ผู้บริโภคได้ยิน ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อสารการตลาดผ่านประสาทสัมผัสของลูกค้า ขึ้นอยู่กับว่าสินค้า/บริการของเราคืออะไร

“Branding” มันคือตัวตนของเรา เราอยากเป็นคนแบบไหน หน้าตา รูปลักษณ์อย่างไร แต่ Marketing คือการบอกเล่าความเป็นตัวเราออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ หรือฉันมีนิสัยแบบนี้นะ

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว Branding มันสำคัญ หรือมีประโยชน์อย่างไรล่ะ ผมอยากให้ลองนึกภาพตามแบบนี้ครับ…

ลองนึกถึงเสื้อเชิ้ต คุณนึกถึงยี่ห้ออะไรครับ? แล้วถ้าเป็นกาแฟล่ะคุณนึกถึงยี่ห้อใด? หรือรองเท้ากีฬาล่ะครับจะเป็นแบรนด์ไหน? ลองนับ 1… 2… 3… ชื่อแรกที่ปรากฎขึ้นมาในใจของท่านคือแบรนด์อะไรกันบ้าง

ผมเชื่อว่าหลายท่านก็มีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป้าหมายของการทำธุรกิจ ก็คือ การทำให้ชื่อสินค้า/บริการ ของเราไปปรากฎอยู่ในหัวของลูกค้า ตอนที่เขานึกถึงหรือกำลังจะซื้อสินค้าในหมวดหมู่นั้นๆ เช่น ถ้าคุณขายเสื้อเชิ้ต ชื่อของแบรนด์คุณต้องเป็นชื่อที่ลูกค้านึกถึง

ผมว่าคำตอบของการทำ Branding ก็อยู่ในคำถามที่ถามไปเมื่อสักครู่นั่นแหละครับ ทำอย่างไรให้ลูกค้าคิดถึงชื่อแบรนด์ของเรา ขณะที่เขาคิดจะซื้อสินค้า/บริการ ที่เราขาย ไม่ได้คิดถึงคู่แข่งเรา และนี่ก็คือความสำคัญของการทำ Branding นั่นเองครับ

เผยมุมมองการ ‘สืบทอดกิจการครอบครัว’ ที่เปรียบเสมือนทั้ง ‘ทางลัด’ และ ‘อุปสรรค-ความท้าทาย’ ในการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ… จะทำอย่างไร? หากผู้ส่งต่อกิจการกำลังกลัวการปล่อยมือ หรือ ผู้สืบทอดกิจการ ไม่อาจทนต่อแรงกดดันและความคาดหวังมหาศาล ทั้งจากครอบครัวและบุคลากรในองค์กรได้? และการสืบทอดความสำเร็จของกิจการครอบครัว เป็นเรื่องง่ายกว่าการเริ่มต้นจาก ‘ศูนย์’ จริงหรือ?

ลองดูคำแนะนำ วิธีรับมือ และทางออกของปัญหาเหล่านี้ จากประสบการณ์ส่วนตัวและการให้คำปรึกษากับนักธุรกิจ ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นเจ๋ง ไปพร้อมๆกันครับ

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวในยุคปัจจุบัน

หากพูดถึง ‘ธุรกิจครอบครัว’ จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาของผม แน่นอนว่าจะมีทั้งเคสที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ หรืออาจจะก้ำๆกึ่งๆ จะล้มเหลวก็ไม่ แต่จะไปต่อก็ไม่ได้… ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาของธุรกิจที่จะส่งต่อ โดยเจ้าของหรือผู้ก่อตั้งเริ่มมีอายุเยอะ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับโลกในยุคที่ปรับเปลี่ยนรวดเร็ว ด้วยการเข้ามาของระบบ Digital ทำให้ปรับตัวไม่ทัน และไม่สามารถตามทันการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคได้

ดังนั้น เมื่อเจอคู่แข่งทางธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้มากกว่า ส่งผลให้ธุรกิจ แม้อาจจะไม่ล้ม เพราะยังมีลูกค้าประจำกลุ่มเดิมอยู่ แต่ก็ไม่สามารถเติบโตได้เช่นกัน

ทว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้ากลุ่มเดิมลดลง หรือเกิดการร่วงโรยตามกาลเวลา ธุรกิจก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วง Declining Phase หรือช่วงที่ยอดขายลดลง เพราะไม่สามารถหาลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ เนื่องจากไม่เข้าใจการหาลูกค้ากลุ่มใหม่นั่นเอง

แก้ปัญหาด้วยการ ‘เปลี่ยนมือ’ ตามยุคที่เปลี่ยนไป

ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เจ้าของธุรกิจรุ่นใหญ่ มักจะเลือกทำมี 2 ทาง คือ

1. ส่งต่อให้ผู้สืบทอดรุ่นลูกที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ และมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากกว่า เข้ามารับช่วงต่อในการเป็นผู้บริหาร เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตได้มากขึ้น

2. มอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับ Marketing, Technology หรือ Digital ที่เจ้าของธุรกิจรุ่นใหญ่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ออกไปให้ Agency หรือ Outsource ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่ามารับผิดชอบ ซึ่งหากไม่ได้มีการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ปัญหาเรื่องการไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต

ความท้าทายของ ‘การส่งต่อ’ ให้รุ่นลูกเข้ามา ‘สานต่อการบริหาร’

หากจะพูดในเรื่องของการ ส่งไม้ต่อธุรกิจและการสานต่อธุรกิจครอบครัว จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นพ่อ-แม่ และรุ่นลูก ผมขอสรุปแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ครับ

1. กรณีที่เป็น “Best Case”

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ แบรนด์จะสามารถกลับมาเติบโตได้มากขึ้น เข้าใจลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ สร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ จนสามารถสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจได้จริง ๆ

2. กรณีที่เป็น “Fail Case”

แม้จะเกิดจากความตั้งใจจะเปลี่ยนผ่าน ตั้งใจจะส่งต่อ และตั้งใจจะรับมอบ ไม่ต่างกันกับเคสอื่น แต่อาจเกิดปัญหา ‘จูนกันไม่ติด’ ซึ่งมาจากความกังวลใจของพ่อ-แม่ ในมุมมองที่ไม่เคยเห็นถึงความตั้งใจทำงานของลูก

3. กรณีที่ “ไม่อยากสานต่อ”

หลายเคสที่พ่อ-แม่ รู้สึกมืดแปดด้าน ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ขอไม่รับช่วงต่อ” ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมักจะแนะนำให้พ่อ-แม่ ลองหา ‘ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ’ ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจจัดการกับธุรกิจ เช่น การทอดตลาด หรือขายทรัพย์สิน เพื่อปิดกิจการ ได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ ถูกต้อง เหมาะสม และคุ้มค่ากับคุณค่าของธุรกิจคุณที่สุด โดยไม่ฝืนใจลูก

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ จาก ‘มุมมอง’ ที่แตกต่างกัน

ในมุมมองของพ่อ-แม่ : เมื่อถึงเวลาต้องให้มารับสืบทอดอาณาจักรที่เราตรากตรำสร้างขึ้นมา กว่าจะมาถึงในวันที่มียอดขายมูลค่า 10 ล้าน 100 ล้าน 1,000 ล้าน จึงไม่แปลกหากจะเกิดเหตุการณ์ที่ พ่อ-แม่ จะส่งมอบแบบ ‘ครึ่งๆ กลางๆ’ เหมือนจะปล่อยวาง แต่ก็อาจกำลัง ‘ก้าวก่ายโดยไม่รู้ตัว’ เพราะอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยสอนหรือช่วยตัดสินใจ เพราะยังไม่อาจปล่อยมือแบบ 100% นั่นเองครับ

ในมุมมองของลูก : เมื่อถึงเวลาตกลงรับช่วงต่อธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีความ ‘ตั้งใจ’ อยากจะช่วยพ่อ-แม่ เพราะเคยเห็นทั้งความตั้งใจ ความยากลำบาก และความเหนื่อยของรุ่นพ่อ-แม่มาก่อน แต่เมื่อถึงเวลาต้องรับ ‘กุญแจ’ ของธุรกิจมาจริง ๆ กลับไม่สามารถใช้ได้ หรืออาจจะมีเหตุการณ์ ‘ไขกุญแจถูกบ้าง-ผิดบ้าง’ ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องทำในสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ

ลองปล่อยมือจาก ‘แฮนด์จักรยาน’ มาจับ ‘ท้ายจักรยาน’ บ้างหรือยัง?

เมื่อผู้รับสืบทอดกิจการหรือลูกของคุณ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และความตั้งใจในการเสนอไอเดียต่างๆ อย่างเต็มที่ ทว่า สิ่งที่ได้รับจากคนรุ่นใหญ่หรือพ่อ-แม่ คือ การมองข้าม และไม่ยอมรับไอเดียเหล่านั้น อาจจะด้วยเหตุผลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เคยทำแล้ว ไม่เวิร์ค หรือ ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี จนกลายเป็นการปิดกั้นความคิด การตัดสินใจ และความมั่นใจของลูกไปโดยปริยาย

สิ่งที่พ่อ-แม่ ควรทำ คือ หากคุณต้องการให้ลูกขี่จักรยานเป็น อย่านั่งสอนให้ขี่จักรยานบนโต๊ะข้าวหรือห้องประชุม แต่สอนให้ขี่จักรยานข้างนอก ลองปล่อยให้ล้ม แล้วค่อยช่วงประคองก็ยังไม่สาย ซึ่งการทำธุรกิจก็เช่นกัน หากคุณอยากให้ลูกตัดสินใจได้ คิดเองได้ ทำธุรกิจเป็น แต่พ่อ-แม่ ยังคอยบงการทุกอย่าง ทุกความคิด แน่นอนว่าผลลัพธ์จะไม่มีทางเป็นไปตามที่หวังได้

ดังนั้น หากคุณต้องการส่งผ่านธุรกิจจริงๆ ต้องกล้าที่จะให้เกิดการลองผิด-ลองถูก โดยอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นไปเรื่องใหญ่ๆ กำหนดกรอบการทำงานให้ชัดเจน กำหนดขีดความเสียหายที่สามารถยอมรับได้ แล้วจึงให้อำนาจผู้สืบทอดหรือลูก ไปลองคิด ลองทำ ลองตัดสินใจ ด้วยแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นจากครอบครัวเป็นอันดับแรก

3 คำที่ห้ามลืม ก่อนส่งต่อกิจการ

คำว่า “พร้อมหรือยัง?” คือ 3 คำที่สามารถพ่วงมาด้วยปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวในอนาคตได้ ซึ่งโดยปกติ การส่งมอบอะไรบางอย่างให้บุคคลอื่น สิ่งที่ควรทำคือ ‘ความสมัครใจ’ หรือ ‘ความเต็มใจ’ ของผู้รับ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะส่งต่อกิจการ คำถามสำคัญที่รุ่นพ่อ-แม่ ควรถามลูก คือ “กิจการที่จะรับไปพร้อมกับความคาดหวังและกดดัน คือสิ่งที่พร้อมจะรับหรืออยากได้หรือเปล่า?”

เมื่อลูกไม่อยากเป็น “ผู้นำ” แต่จำเป็นต้อง “รับช่วงต่อ”

ผมมองว่า หากลูกสามารถยอมรับการเป็นที่ 2 ในองค์กรได้ ทางออกแรกที่ง่ายที่สุด คือ การขายหุ้นบางส่วน และให้หุ้นส่วนเข้ามาเป็นผู้บริหาร หรือทางที่สอง คือ จ้างผู้บริหารมืออาชีพ เข้ามาเป็นผู้บริหารในองค์กรแทน หรือทางที่สาม คือ เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีบอร์ดบริหารมืออาชีพ มีนักลงทุนเข้ามาถือหุ้น ส่วนเจ้าของธุรกิจก็สามารถถอยออกมาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมได้ โดยไม่ต้องให้ลูกบริหาร แต่ยังคงสถานะเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดิม ซึ่งมีหลายครอบครัวที่เลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน

ทั้ง 3 ทางออกข้างต้น เป็นเพียงความคิดเห็นจากผมเท่านั้นนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องที่สุด แต่ผมเชื่อว่า จะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ โดยที่ทุกคนในครอบครัว ‘มีความสุข’ ครับ

ธุรกิจไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ต้องทำอย่างไร?

ลองพิจารณาจากสถานการณ์ของกิจการก่อนครับ เช่น สถานการณ์ปัจจุบัน กิจการยังมีกำไรหรือขาดทุนอยู่ไหม? มีหนี้ที่ต้องชำระหรือไม่? หรือ ไม่มีหนี้ และเป็น Positive Cash Flow สามารถทำกำไรได้ทุกเดือน ซึ่งหากลูกไม่อยากรับสืบทอดกิจการ ก็อาจพิจารณาตัดสินใจ ‘ปิดกิจการ’ ได้

ขณะเดียวกัน หากในกรณีที่กิจการติดลบ มีหนี้สิน และยังเป็น Negative Cash Flow อยู่ทุกเดือน สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ หาหนทางการชำระหนี้ แก้ไขให้เป็น Positive Cash Flow ก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาเรื่องการส่งต่อธุรกิจหรือปิดกิจการต่อไปในอนาคต

ฝาก ‘กำลังใจ’ ให้ผู้สืบทอดกิจการ

ผมมองว่า ณ ปัจจุบันที่คุณมีทั้ง ทางเลือก และเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะช่วยคุณต่อยอดสร้างธุรกิจเยอะแยะมากมาย และสิ่งสำคัญที่สุด คือ กำลังใจ ผมเชื่อว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ที่มนุษย์ตั้งใจแล้วทำไม่ได้”

ผมเข้าใจดีว่า การรับสืบทอดธุรกิจ มักมาพร้อมกับความกดดันมหาศาล ในการรับผิดชอบดูแลอาณาจักรที่พ่อ-แม่ หรือบรรพบุรุษรุ่นแรกได้สร้างขึ้นมา แน่นอนว่า การเริ่มต้นต่อยอดธุรกิจ คือสิ่งที่ง่ายกว่าการเริ่มต้นจาก ‘ศูนย์’ ทว่า ในขณะเดียวกัน ความยากของการสืบทอดธุรกิจ ก็คือ การบริหารจัดการ ‘ความกดดันและความคาดหวังของครอบครัว’ ที่ต้องอาศัยแรงใจอันแข็งแกร่ง ในการเอาชนะกับภายในจิตใจและความคิดของตัวเอง

หากคุณมองว่า ความกดดันเหล่านั้นไม่ใช่อุปสรรค เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความท้าทาย ให้กลายเป็นความสนุก และมีความสุขในทุกวัน สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้นักบริหารมือใหม่ หรือผู้สืบทอดกิจการรุ่นใหม่ สามารถนำพาองค์กรให้เติบโตในแบบเจ๋งๆ ได้ไม่แพ้ความสำเร็จของรุ่นเก๋า แน่นอนครับ

องค์กรที่แข็งแกร่ง ต้องแข็งแรงตั้งแต่พนักงาน

ติดต่อเราวันนี้ เพื่อรับส่วนพิเศษ

Facebook

NinePolthep Consulting ที่ปรึกษาธุรกิจ การตลาด พัฒนาองค์กร

NinePolthep Consulting พวกเราใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ช่วยลูกค้าพัฒนาธุรกิจ การตลาด ในฐานะที่ปรึกษาด้านองค์กร กลยุทธ์ แผนการตลาด การยิงแอดโฆษณา และเพื่อนคู่คิดตลอดเส้นทางธุรกิจของคุณ

Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons

ช่วงนี้มักจะได้ยินเจ้าของธุรกิจบ่นประโยคคลาสสิกว่า "ค่าแอดแพงขึ้น ยิงไปเท่าไหร่ก็จม กำไรแทบไม่เหลือ" หลายคนพยายามแก้ปัญหาด้วยการอัดงบเพิ่มเข้าไปอีก... ซึ่งนั่นคือการวิ่งอยู่ในเกมที่แพลตฟอร์มเป็นผู้ชนะเสมอ
.
แต่ถ้าเราไปดู Case Study ของแบรนด์เครื่องสำอางไทยขวัญใจ Gen Z อย่าง 'La Glace' (ลากลาส) จากคลิปสัมภาษณ์ล่าสุดของลงทุนแมน
.
www.youtube.com/watch?v=zzIRLsvJn0Q&t=1549s
.
คุณจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า แบรนด์ที่เติบโตระดับ 1,000% จนรายได้ทะลุ 400 ล้านบาท กลับใช้เงินยิงแอดน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับยอดขาย
.
พวกเขาทำยอดขายระดับนี้ โดยไม่ต้องก้มหน้าเผาเงินให้แพลตฟอร์มได้ยังไง? ในมุมมองของ Business Strategy นี่คือ 3 กลยุทธ์หลังบ้านที่ La Glace ใช้ และ SME ควรนำไปปรับใช้ด่วนครับ
.
🎯 [1] Product-Led Virality : สร้าง 'Hero Product' ที่ทำการตลาดด้วยตัวมันเอง
SME ส่วนใหญ่มักทำสินค้าที่ "ดีแต่หน้าตาเหมือนชาวบ้าน" แล้วไปหวังพึ่งแอดให้คนเห็น แต่ La Glace เลือกสร้าง "บลัชออนสีดำ (Black Magic Blush)”
💡 สินค้ามีความแปลก ขัดแย้งกับความคุ้นเคย (สีดำจะทาแก้มได้ยังไง?) แต่กลับสร้าง "Wow Effect" เมื่อเปลี่ยนสีบนผิว สิ่งนี้ทำงานเหมือนเครื่องผลิต UGC (User-Generated Content) ลูกค้า และอินฟลูเอนเซอร์ แห่กันทำคลิปรีวิวด้วยความตื่นเต้น เมื่อตัวสินค้ามัน "พูดได้ด้วยตัวเอง" แบรนด์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่า Reach เพื่อยัดเยียดโฆษณาอีกต่อไป
.
🎯 [2] Community-Led Branding : เปลี่ยนลูกค้า ให้เป็น 'สาวก'
แบรนด์ทั่วไปมองลูกค้าเป็นแค่คนซื้อของ แต่ La Glace สร้างแบรนด์เหมือนการสร้าง Community
💡 Founder (คุณไอติม) เอาตัวเองออกมาสื่อสารอย่างจริงใจ และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาเป็น "ส่วนหนึ่งของการเติบโต" เมื่อแบรนด์มีสาวกที่เชื่อมั่น... เวลาออกสินค้าใหม่ แค่โพสต์ออร์แกนิก หรือจัดไลฟ์สด สินค้าก็สามารถทำยอดขายระดับ 100 ล้านบาทได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบยิงแอด
.
🎯 [3] Data-Backed Trendsetter : ใช้ Data หาช่องว่าง แต่ใช้ 'จินตนาการ' สร้างเทรนด์
นี่คือจุดที่ SME ส่วนใหญ่มักพลาด หลายแบรนด์ใช้ Data เพื่อดูว่า "ตอนนี้ตลาดกำลังฮิตอะไร" แล้วก็แห่ทำตามเทรนด์ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปเหนื่อยยิงแอดตัดราคากันใน Red Ocean
💡 La Glace ไม่ได้ทิ้ง Data แต่เขาใช้มันคนละแบบ! คุณไอติมเก็บ Data เพื่อหา Insight และ Pain Point ของลูกค้า แต่ใช้ “จินตนาการ และแพสชัน" ของตัวเองในการคิดค้นสินค้าที่ยังไม่มีใครทำ เพื่อก้าวขึ้นเป็น "ผู้กำหนดเทรนด์ (Trend Setter)” ที่สำคัญ และแบรนด์กล้า Say No กับ Data ที่ขัดกับตัวตนแบรนด์ ที่ช่วงหนึ่งที่กระแส "ครีมพอกผิว (Tone-up)" มาแรง แต่ La Glace เลือกที่จะไม่ทำอย่างเด็ดขาด! เพราะ DNA ของแบรนด์คือการสนับสนุน "ความงามของทุกสีผิว" การยอมทิ้งเงินก้อนโตตรงหน้าเพื่อรักษาอุดมการณ์ ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และพร้อมจะสนับสนุนทุกสินค้าที่ออกมา
.
ถ้าวันนี้ธุรกิจของคุณยังต้องพึ่งพาแอด 100% ถึงจะขายของได้" (หยุดยิงแอด = ยอดเป็นศูนย์) นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณยิงแอดไม่เก่งครับ แต่มันแปลว่า สินค้าของคุณยังไม่มีพลังมากพอที่จะดึงดูดคนด้วยตัวมันเอง
.
ก่อนจะเซ็นอนุมัติงบการตลาดเดือนหน้า ลองถอยกลับมาตั้งคำถามกับทีมดูครับว่า... "เรากำลังใช้ Data เพื่อทำสินค้าวิ่งตามเทรนด์ไปสู้ในสงครามค่าแอด หรือเรากำลังบ่มเพาะ Hero Product ที่จะสร้างเทรนด์ใหม่ให้ตลาดอยู่?"
.
#NinePolthep #การตลาดออนไลน์ #MarketingStrategy #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #สร้างแบรนด์ #ProductStrategy #DigitalMarketing
... See MoreSee Less

ช่วงนี�

ในโลกธุรกิจ เมื่อมี "โอกาสทอง (และเงินก้อนโต)" ลอยมาอยู่ตรงหน้า... หน้าที่ของผู้นำ คือ การรีบคว้ามันไว้ หรือหยุดคิดให้รอบคอบก่อน ?
.
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา วงการเทคโนโลยีโลกเกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เมื่อแอปยอดฮิตอย่าง ChatGPT มียอดคนกด 'ถอนการติดตั้ง' พุ่งสูงถึง 295% ในวันเดียว ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Claude กลับมียอดดาวน์โหลดพุ่งทะยานจนแซงขึ้นอันดับ 1 บน App Store สหรัฐฯ แบบงงๆ
.
เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีใครฉลาดกว่าใคร... แต่มันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจของผู้นำล้วนๆ!
.
หลายคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า เรื่องเริ่มจากกองทัพสหรัฐฯ ต้องการนำ AI ไปใช้ในปฏิบัติการทางทหาร บริษัท Anthropic ผู้สร้าง Claude ตัดสินใจแสดงจุดยืนด้าน "จริยธรรม" และปฏิเสธการทำผิดเงื่อนไขการใช้งาน (Terms of Service) ของตัวเอง แม้จะต้องแลกกับการถูกรัฐบาลสหรัฐฯ แบน และตราหน้าว่าเป็น "ความเสี่ยงต่อความมั่นคง" ก็ตาม
.
แต่ทันทีที่ Claude ถอย... Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI (ChatGPT) กลับตัดสินใจเดินเกมเร็ว รีบเสียบแทน และเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทันที
.
ผลลัพธ์คือ… แทนที่ OpenAI จะได้ฉลองดีลระดับชาติ พวกเขากลับเจอพายุบอยคอต (แคมเปญ #QuitGPT) จากผู้ใช้งานทั่วโลกที่รับไม่ได้กับการเอา AI ไปทำสงคราม จนสุดท้าย Sam Altman ต้องออกมายอมรับความผิดพลาดว่า การตัดสินใจครั้งนี้มัน “ฉวยโอกาส และสะเพร่าเกินไป" (Opportunistic and Sloppy) ส่วนฝั่ง Claude ที่ยอมหักกับรัฐบาล กลับได้ใจผู้บริโภคไปเต็มๆ จนยอดโหลดแอปพุ่งทะลุเพดาน!
.
💡 ทำไมผู้นำระดับโลก... ถึงตัดสินใจพลาดในจังหวะสำคัญ ?
ในโลกของการบริหาร เมื่อความกดดันสูง และผลประโยชน์เย้ายวน ผู้นำที่ตัดสินใจด้วย "สัญชาตญาณระยะสั้น" มักจะมองข้ามหมากกระดานที่สอง (Second-order effects) เสมอ
.
ในหลักสูตรพัฒนาผู้นำยุคใหม่ Power to Empower ของผม หนึ่งในทักษะชี้เป็นชี้ตายของผู้นำ (A.B.C.D.) คือ ตัว D - Decide (การตัดสินใจ) ครับ
.
ผู้นำไม่ควรฟันธงเรื่องใหญ่ๆ ด้วยความรู้สึก แต่ควรมี "กรอบความคิด" ที่ฝังอยู่ในหัว เพื่อใช้กรองอคติ และประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ผมจึงได้ออกแบบ Framework ที่ชื่อว่า D.E.C.I.D.E. Model ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผมใช้สอนผู้เรียนของผม รวมถึงใช้ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารหลายท่าน เพื่อช่วยให้ผู้นำสามารถ
✅ มองทะลุผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อประเมิน "ผลกระทบระยะยาว" (Consider Consequences) ต่อความเชื่อมั่นของแบรนด์ เหมือนที่ OpenAI พลาดมองข้ามไป
✅ รับฟัง และชั่งน้ำหนัก "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" ว่าการรับเงินจากลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย จะทำให้ลูกค้าทั่วไปอีกหลายรายหายไปหรือไม่
.
สรุปคือการตัดสินใจของผู้นำเปรียบเสมือน "หางเสือเรือ" การขยับหางเสือเพื่อรับเงินก้อนใหญ่ในวันนี้ อาจหมายถึงการพาบริษัทไปชนภูเขาน้ำแข็งแห่งความศรัทธาในวันพรุ่งนี้ก็ได้
.
ลองสวมหมวก CEO ดูนะครับ... ถ้าวันนี้คุณเป็นผู้บริหาร AI และมีดีลระดับหมื่นล้านจากกองทัพมาวางตรงหน้า คุณจะตัดสินใจรับแบบ OpenAI หรือยอมปฏิเสธเพื่อรักษาอุดมการณ์แบบ Claude ครับ?
.
#NinePolthep #ภาวะผู้นำ #Leadership #การตัดสินใจผู้นำ #DecisionMaking #AIธุรกิจ #เจ้าของธุรกิจ #PowerToEmpower
... See MoreSee Less

ในโลกธ�

เจ้าของธุรกิจหลายคนมักคิดว่าการที่พนักงานลาออกเป็นเรื่องปกติ "คนเก่าไป คนใหม่ก็มา"
.
แต่ในฐานะนักบริหาร ทราบไหมว่า... ทันทีที่คุณได้รับใบลาออก 1 ใบ บริษัทของคุณเพิ่งได้รับ "บิลค่าใช้จ่ายก้อนโต" ที่มองไม่เห็นในงบกำไรขาดทุน
.
ผลวิจัยจากหลายสถาบันระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการหาคนใหม่มาแทนที่คนเดิม สูงถึง 1.5 - 3 เท่าของเงินเดือน พนักงานคนนั้น!
.
ทำไมถึงแพงขนาดนั้น? ลองมาดู “ภูเขาน้ำแข็ง” ของต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ
.
🚩1. ต้นทุนการสรรหา (Recruitment Cost) ไม่ใช่แค่ค่าลงโฆษณาในแพลตฟอร์มหางาน แต่มันคือ "เวลา" ของคุณหรือ HR ที่ต้องมานั่งคัดเรซูเม่ และสัมภาษณ์คนนับสิบ
.
🚩2. ต้นทุนการเรียนรู้ (Onboarding & Training)
ในช่วง 1-3 เดือนแรก พนักงานใหม่มักจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (มักจะอยู่ที่ 50-70% เท่านั้น) แต่คุณต้องจ่ายเงินเดือน 100% เต็มยังไม่นับเวลาของ "หัวหน้างาน" หรือ "พนักงานเก่า" ที่ต้องหยุดงานหลักของตัวเองมาสอนงานน้องใหม่อีก
.
🚩3. ต้นทุนความผิดพลาด (Cost of Errors)
มือใหม่มักจะเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นการคีย์ข้อมูลผิด หรือการสื่อสารกับลูกค้าที่ผิดพลาด จนอาจนำไปสู่การเสียโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งมูลค่าตรงนี้ประเมินค่าได้ยาก แต่กระทบธุรกิจอย่างมหาศาล
.
🚩4. ต้นทุนทางวัฒนธรรมองค์กร (Morale & Culture)
เมื่อมีคนออกบ่อยๆ พนักงานที่ยังอยู่จะเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง หรือต้องแบกงานหนักขึ้นแทนคนที่ออกไป สิ่งนี้ส่งผลต่อ Productivity ของทั้งทีมที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
.
ในปี 2026 การบริหารคน ไม่ใช่แค่เรื่องบริหารอารมณ์ แต่คือการ "บริหารต้นทุน" ที่มีประสิทธิภาพที่สุดด้วย
.
ตอนนี้พนักงานในบริษัทของคุณอยู่เฉลี่ยกี่ปีครับ? และคุณมีวิธี "รั้งใจ" พนักงานเก่งๆ ไว้อย่างไรบ้าง? ลองคอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันครับ
.
#NinePolthep #การบริหารคน #ต้นทุนพนักงาน #HRManagement #EmployeeRetention #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #OrganizationalDevelopment
... See MoreSee Less

เจ้าขอ�

ช่วงนี้เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนบ่นกับผมว่า "ทำการตลาดเหนื่อยมาก ยิงแอดเท่าเดิม จัดโปรแรงขึ้น แต่ลูกค้ากลับเงียบกริบ" หลายคนเริ่มโทษทีมเซลส์ หรือโทษว่าคอนเทนต์ไม่โดนใจ
.
แต่ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค (Macroeconomics) ผมอยากบอกความจริงที่ SME ต้องยอมรับว่า... ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "โครงสร้างกระเป๋าตังค์ของคนไทย" กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตด้วย
.
นี่คือ 3 ความจริงของ 'เงินเฟ้อสไตล์ไทยแลนด์' ที่คุณต้องเข้าใจ หากอยากวางแผนธุรกิจให้รอดในปีนี้
.
🇹🇭 1. เราเจอเงินเฟ้อแบบ 'ของแพง' ไม่ใช่ 'คนรวยขึ้น'
ในประเทศที่เศรษฐกิจดี เงินเฟ้อจะเกิดจากการที่คนมีรายได้เยอะขึ้น แย่งกันซื้อของ ทำให้ของแพงขึ้น
📌 เงินเฟ้อบ้านเราเกิดจาก "ต้นทุนฝั่งผลิต" (ค่าไฟ, ค่าแรง, ค่าขนส่ง) ที่พุ่งสูงขึ้น บีบให้ราคาสินค้าต้องขยับตาม ทั้งๆที่ความต้องการซื้อ (Demand) ในตลาดยังเหือดแห้ง ผลคือ SME แบกต้นทุนหลังแอ่น แต่ลูกค้ากำลังซื้อลดลง
.
🇹🇭 2. กำแพง 'หนี้ครัวเรือน' ที่สูบกำลังซื้อ
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกิน 90% ของ GDP (สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย)
📌 ต่อให้คุณทำโปรโมชันลดแลกแจกแถมดีแค่ไหน ลูกค้าก็ "รูดบัตรซื้อไม่ไหวแล้ว" เพราะวงเงินเต็ม และต้องเก็บเงินสดไว้จ่ายค่างวดรถ งวดบ้าน ลูกค้าชนชั้นกลางลงไปจึงตัดงบ "สินค้าฟุ่มเฟือย" ทิ้งอย่างเด็ดขาด และโฟกัสแค่ปัจจัยสี่
.
🇹🇭 3. ภาวะ 'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' ของการตั้งราคา
SME ไทยกำลังถูกบีบให้อยู่ตรงกลางแซนด์วิช
📌 ถ้าคุณ "ขึ้นราคา" เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) ลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) จะหนีไปหาแบรนด์คู่แข่งทันที แต่ถ้าคุณ "ตรึงราคาเดิม" เพื่อรักษายอดขาย (Volume) คุณก็กำลังควักเนื้อตัวเองขาดทุนหลังบ้านทุกวัน
.
เมื่อน่านน้ำเดิมมันแห้งขอด การดันทุรังวิ่งเข้าหาลูกค้ากลุ่มเดิมด้วยวิธีเดิมๆ คือการเผาเงินทิ้ง
.
ในสถานการณ์ที่ SME ไทยต้องสู้ศึกหนักแบบนี้... ธุรกิจของคุณมีวิธี "รับมือ" หรือ "ปรับตัว" กับภาวะต้นทุนพุ่งแต่ลูกค้ากระเป๋าแฟบกันยังไงบ้างครับ ?
.
#NinePolthep #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #เศรษฐกิจไทย #กำลังซื้อ #เงินเฟ้อ #กลยุทธ์ธุรกิจ #MarketingStrategy
... See MoreSee Less

ช่วงนี�

ยอดขายที่ผ่านมาโตเพราะ 'ฝีมือ' หรือแค่ 'ดวง' ?
หากคุณตอบไม่ได้ด้วยตัวเลข นั่นคือระเบิดเวลาของการขยายธุรกิจ 🔥
.
สำหรับธุรกิจที่อยาก Scale up ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขายไม่ได้ แต่คือระบบการทำงานเดิมที่ 'ตัน' เพราะทุกอย่างยังรวมศูนย์อยู่ที่เจ้าของ
.
ยิ่งพยายามสเกลโดยการลอกระบบคนอื่นมาใช้แบบไม่เข้าใจตัวเอง ยิ่งทำให้โครงสร้างรวน และคุมทิศทางได้ยาก
----------
ที่ NinePolthep Consulting เราช่วยผู้บริหารย้ายโฟกัสจากงานรายวัน สู่การวาง 'เข็มทิศเชิงกลยุทธ์' ผ่านการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจจริง
.
📊 Sales Analysis : เปลี่ยนจากความรู้สึก เป็นการวิเคราะห์ยอดขายเชิงลึก เพื่อหา 'จุดแข็ง' ที่ทำเงินได้จริง
📊 Organizational Restructuring : ออกแบบโครงสร้างทีม และระบบการจัดการใหม่ให้รองรับการ Scaling Up ลดการพึ่งพาตัวบุคคล สู่การบริหารด้วยระบบที่เป็นมาตรฐาน
📊 Strategic Action Plan : นำ Insight จากหน้างานจริงมาเปลี่ยนเป็นแผนปฏิบัติการที่ทีมงานเดินตามได้ทันที เพื่อการขยายตัวที่มั่นคง และยั่งยืน
.
อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงจากการไม่มีระบบ มาหยุดยั้งโอกาสในการเติบโตของธุรกิจคุณ… สนใจปรึกษาปัญหาธุรกิจ ทักแชทมาพูดคุยกันได้เลยครับ
----------
🎯 ปรึกษาธุรกิจ การตลาด และการพัฒนาองค์กร
ได้ที่ LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า) หรือ
คลิกเพิ่มเพื่อน > bit.ly/NinePolthep
TikTok, Instagram, Youtube : Nine Polthep
ข้อมูลเพิ่มเติม : ninepolthep.com/business-marketing-consulting/
.
#NinePolthep #ที่ปรึกษาธุรกิจ #BusinessConsulting #ScaleUpBusiness #วางกลยุทธ์ธุรกิจ #โครงสร้างองค์กร #SMEThailand #BusinessGrowth
... See MoreSee Less

ยอดขาย�

หลายคนอาจจะมองว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องของตะวันออกกลางที่ไกลตัว
.
แต่ในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจ ผมอยากเตือนให้เจ้าของ SME ไทยทุกคน เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Shockwave) กำลังเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านเราแล้ว
.
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่สุดคือ "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ตอนนี้การสัญจรแทบจะเป็นอัมพาต และหากสงครามครั้งนี้ไม่จบลงใน 2-3 สัปดาห์ แต่ "ยืดเยื้อ" ออกไป... นี่คือ 3 คลื่นกระแทกที่ SME ไทยต้องเตรียมรับมือ
.
🔥 "ต้นทุนพลังงาน และลอจิสติกส์" พุ่งทะลุเพดาน
ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ราคาน้ำมันดิบโลกและก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
⚠️ ผลกระทบต่อ SME : ไม่ใช่แค่ค่าน้ำมันเติมรถขนส่งที่จะแพงขึ้น แต่ค่าระวางเรือ (Freight Rate) และค่าเบี้ยประกันภัยสินค้าทางทะเลตอนนี้พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวแล้ว ใครที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือต้องสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ เตรียมตัวเจอต้นทุนที่บวกเพิ่มขึ้นในบิลรอบหน้าได้เลย
.
🔥 วัตถุดิบขาดแคลน และแพงขึ้น
ตะวันออกกลางไม่ได้ส่งออกแค่น้ำมัน แต่เป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้นสำคัญของโลก
⚠️ ผลกระทบต่อ SME : หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ พลาสติก, เคมีภัณฑ์, ปุ๋ย, บรรจุภัณฑ์ (Packaging) หรือแม้กระทั่งก๊าซหุงต้ม (LPG) ต้นทุนฝั่งการผลิตของคุณจะขยับขึ้นทั้งหมด ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ซัพพลายเชนจะยิ่งตึงตัว และอาจเกิดภาวะ "ของขาด" หรือส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนด (Lead time ยาวขึ้น)
.
🔥 กำลังซื้อในประเทศหดตัวรุนแรง
นี่คือคลื่นที่น่ากลัวที่สุดสำหรับธุรกิจ B2C เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนสินค้าทุกอย่างจะแพงตาม (เงินเฟ้อ) ในขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมยังฝืดเคือง
⚠️ผลกระทบต่อ SME : ผู้บริโภคจะเข้าสู่โหมด "รัดเข็มขัดขั้นสุด" สินค้าฟุ่มเฟือยจะขายยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าจะชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะต้องเก็บเงินสดไว้จ่ายค่าครองชีพที่สูงขึ้น
.
ในวิกฤตความขัดแย้งระดับโลกแบบนี้... ธุรกิจที่จะรอด ไม่ใช่ธุรกิจที่สายป่านยาวที่สุด แต่คือธุรกิจที่ "ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ และปรับตัวไวที่สุด" อย่ารอให้บิลค่าน้ำมัน หรือใบเสนอราคาวัตถุดิบรอบหน้ามาวางบนโต๊ะแล้วค่อยหาทางแก้ เพราะถึงตอนนั้น ต้นทุนที่พุ่งขึ้นอาจจะกลืน "กำไร (Margin)" ของคุณไปจนหมดแล้ว
.
#NinePolthep #เศรษฐกิจโลก #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #ความเสี่ยงธุรกิจ #BusinessStrategy #เศรษฐกิจไทย
... See MoreSee Less

หลายคน�
Load more