“อยากให้ลองมาฟังดู เพราะแนวคิดของการขายมีกว้างกว่าที่เราคิดไว้ หากได้มาลองฟังแล้วทำให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น”
ที่สุดของการปิดการขาย คือการ“พิชิตใจลูกค้า”
สร้างทัศนคติที่ถูกต้อง วิเคราะห์และพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อปิดการขาย และ สร้างยอดขายได้มากขึ้น
ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?
“ผมจึงเข้าใจในความต้องการ และปัญหา” ของเหล่าผู้ประกอบการและนักขาย
หลักสูตรของเราจึงออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะ และเรียนรู้เทคนิคปิดการขาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและสามารถสร้างยอดขายได้ทันทีหลังเรียนจบ แล้วการขายของคุณจะง่ายกว่าที่เคย
และนี่คือเป้าหมายของหลักสูตร Sell Me If You Can
ที่เราอยากให้ผู้เรียนทุกคนเป็นนักแก้ปัญหาที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้
นำไปสู่การปิดการขาย ซื้อซ้ำ บอกต่อ เพื่อยอดขายที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับธุรกิจ
เสียงตอบรับจากผู้เรียน
“อยากให้ลองมาฟังดู เพราะแนวคิดของการขายมีกว้างกว่าที่เราคิดไว้ หากได้มาลองฟังแล้วทำให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น”
Content Creator
“ไม่มีเวลาไหมที่ทำให้รู้สึกว่าเสียเปล่า ชอบทุกหัวข้อที่สอน สนุกมาก ทำใรู้สึกไม่ง่วง ได้พัฒนาตัวเอง การมาเรียนคอร์สนี้ทำให้เราได้กลับไปมองตัวเองว่าเรานั้นพลาดในสิ่งใด “
Marketing
สอนให้เราปรับ Mindset ไม่ใช่ที่มีต่อมุมของลูกค้าแต่ปรับที่ตัวเราด้วย
ครูนายใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ”
เจ้าของธุรกิจคลินิกเสริมความงาม
“ไม่เคยมานั่งดูรายละเอียดเรื่องการขายเลย ทำให้ต้องกลับไปทำและปรับปรุงพนักงานที่มีอยู่ นำเรื่องจริงมาถ่ายทอดให้เราเข้าใจ ทำให้เห็นภาพว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร เหมาะกับทุกๆคนและทุกๆธุรกิจ เพราะทุกๆธุรกิจจะต้องใช้การขาย”
หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร ?
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท และทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์มากขึ้น เพื่อการอยู่รอด และเติบโตของยอดขาย นักขายทุกคนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องยกระดับ พัฒนาตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมมากที่สุดเสมอ ในการ รับมือกับปัญหา หรืออุปสรรค ที่จะเข้ามา
หนึ่งสิ่งที่จำเป็นเสมอสำหรับทุกๆ ธุรกิจก็คือ “ความสามารถในการขายและการรักษาลูกค้า” ซึ่งวิธีการแบบเดิมๆ เครื่องมือแบบเก่า หรือเทคนิค ในการนำเสนอขายที่พูดถึงแค่คุณสมบัติ สินค้า หรือบริการของตนเอง ที่เคยใช้กับผู้บริโภคในอดีต ที่ผ่านมาอาจไม่เพียงพอต่อการปิดการขาย และ รับมือในสถานการณ์ปัจจุบันอีกต่อไป
ปัญหาของการพูดไม่เก่ง การตื่นเต้นเมื่อต้องนำเสนอ การขาดประสบการณ์ การไม่เคยผ่านการอบรมที่ เกี่ยวกับการขายหรือการนำเสนออย่างเป็นมืออาชีพ หรือในหลายๆครั้ง อาจเป็นเพียงเพราะคุณ ไม่สามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ในช่วงเวลาที่ต้องเข้าพบลูกค้า
ปัญหาของการพูดไม่เก่ง การตื่นเต้นเมื่อต้องนำเสนอ การขาดประสบการณ์ การไม่เคยผ่านการอบรมที่ เกี่ยวกับการขายหรือการนำเสนออย่างเป็นมืออาชีพ หรือในหลายๆครั้ง อาจเป็นเพียงเพราะคุณ ไม่สามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ในช่วงเวลาที่ต้องเข้าพบลูกค้า
เริ่มตั้งแต่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องของการเป็นที่ปรึกษาการขาย การเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้า การวิเคราะห์ลูกค้า การนำเสนอ การปิดการขาย ตลอดจนการติดตามลูกค้า โดยการถ่ายทอดผ่าน การบรรยาย และลงมือปฏิบัติ Intensive Workshop ให้ผู้เรียนได้เห็นภาพชัดด้วย “Practical Knowledge” เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงให้ความรู้ที่ได้รับกลายเป็นทักษะติดตัว ให้การขายใน ทุกๆครั้งของคุณ สามารถแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดได้เสมอ
รายละเอียดเนื้อหาของหลักสูตร
DAY 1
Mindset ของนักแก้ปัญหา
ขายแบบไม่ขายทำยังไง
ทำอย่างไร ถึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าติด
วิธีเพิ่มเสน่ห์ให้นักขายคืออะไร
ต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนไปเจอลูกค้า
พลังของการทำ 1% คืออะไร
DAY 2
เทคนิคนักขายแบบที่ปรึกษา
1. รู้จักตัวเองดีพอหรือยัง
workshop : วิเคราะห์จุดแข็ง
2. รู้จักลูกค้าดีพอหรือยัง
workshop : วิเคราะห์ DBGP + จุดขาย
3. รู้จักคู่แข่งดีพอหรือยัง
4. รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
workshop : วิเคราะห์ จุดแข็ง VS จุดขาย VS จุดชนะ
5. ถามเป็นจะเห็นทาง ฟังเป็นจะเห็นใจ
6. 3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนนำเสนอสินค้า
7. เทคนิคการนำเสนอ FAB/BFA พูดเรื่องของลูกค้า หรือ เรื่องของเรา?
workshop : การนำเสนอด้วยเทคนิค FAB/BFA
8. เทคนิคการปิดการขาย กระตุ้นการซื้อ
9. โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
workshop : รับมือคำปฏิเสธ
10. เทคนิคการติดตามลูกค้า
กระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ
“Effective Consultative Sales Process”
ก่อนเจอลูกค้า
ระหว่างเจอลูกค้า
หลังเจอลูกค้า
Successful Consultant
ราคา 14,900฿
Successful Sales Person
ผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย ที่ช่วยผู้ประกอบการกว่า 100 ราย และสร้างยอดขายมากกว่า 1000 ล้านให้กับ SMEs อาจารณ์นาย เข้าใจความต้องการและปัญหาต่างๆ ของนักขายอย่างลึกซึ้ง เสริมสร้างทักษะของผู้เรียนเพื่อนำ ไปปรับใช้ และ เพิ่มยอดขายได้จริงหลังเรียนจบ
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อสร้างและพัฒนาทักษะการขายแบบที่ปรึกษาให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานขาย หรือผู้ที่สนใจ ด้วยการเรียนรู้แบบ “Workshop-based learning” ช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ด้วยเทคนิคที่ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงด้านการขายมากกว่า 15 ปี
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรสอนสด (Offline) เพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ Intensive-Workshop พร้อมเปิดโอกาสในการซักถาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สอน หรือระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกัน
หลักสูตร Sell Me If You Can (Public Training) เรียนทั้งหมด 2 วันเต็ม เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกลงมือทำ Workshop อย่างเต็มที่
สามารถเรียนได้ เพราะหลักสูตร Sell Me If You Can เริ่มต้นตั้งแต่การปรับวิธีคิด (Mindset) ให้ผู้เรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพว่าทำไมถึงต้องยกระดับจาก “นักขาย” ให้เป็น “ที่ปรึกษา” พร้อมพัฒนาทักษะด้วยเทคนิคการขายที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นใจลูกค้าจนไปสู่การพิชิตใจได้ในที่สุด
เหมาะกับลักษณะการขายหรือการนำเสนอสินค้า/บริการที่…
1) ไม่ต้องการแข่งขันราคา แต่ต้องการนำเสนอคุณค่าอื่นๆให้แก่ลูกค้า
2) สินค้า/บริการ ที่มีข้อมูลเยอะ ต้องการการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ มองเห็นประโยชน์หรือมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
3) สินค้า/บริการ ที่มีราคาสูง ลูกค้าต้องการได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เช่น อสังหาริมทรัพย์, รถ, ของแต่งบ้าน, คลินิกความงาม เป็นต้น
4) การนำเสนอไอเดียระหว่างธุรกิจ B2B เช่น เซลล์ขายสินค้า/บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ
ช่วงนี้เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนบ่นกับผมว่า "ทำการตลาดเหนื่อยมาก ยิงแอดเท่าเดิม จัดโปรแรงขึ้น แต่ลูกค้ากลับเงียบกริบ" หลายคนเริ่มโทษทีมเซลส์ หรือโทษว่าคอนเทนต์ไม่โดนใจ
.
แต่ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค (Macroeconomics) ผมอยากบอกความจริงที่ SME ต้องยอมรับว่า... ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "โครงสร้างกระเป๋าตังค์ของคนไทย" กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตด้วย
.
นี่คือ 3 ความจริงของ 'เงินเฟ้อสไตล์ไทยแลนด์' ที่คุณต้องเข้าใจ หากอยากวางแผนธุรกิจให้รอดในปีนี้
.
🇹🇭 1. เราเจอเงินเฟ้อแบบ 'ของแพง' ไม่ใช่ 'คนรวยขึ้น'
ในประเทศที่เศรษฐกิจดี เงินเฟ้อจะเกิดจากการที่คนมีรายได้เยอะขึ้น แย่งกันซื้อของ ทำให้ของแพงขึ้น
📌 เงินเฟ้อบ้านเราเกิดจาก "ต้นทุนฝั่งผลิต" (ค่าไฟ, ค่าแรง, ค่าขนส่ง) ที่พุ่งสูงขึ้น บีบให้ราคาสินค้าต้องขยับตาม ทั้งๆที่ความต้องการซื้อ (Demand) ในตลาดยังเหือดแห้ง ผลคือ SME แบกต้นทุนหลังแอ่น แต่ลูกค้ากำลังซื้อลดลง
.
🇹🇭 2. กำแพง 'หนี้ครัวเรือน' ที่สูบกำลังซื้อ
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกิน 90% ของ GDP (สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย)
📌 ต่อให้คุณทำโปรโมชันลดแลกแจกแถมดีแค่ไหน ลูกค้าก็ "รูดบัตรซื้อไม่ไหวแล้ว" เพราะวงเงินเต็ม และต้องเก็บเงินสดไว้จ่ายค่างวดรถ งวดบ้าน ลูกค้าชนชั้นกลางลงไปจึงตัดงบ "สินค้าฟุ่มเฟือย" ทิ้งอย่างเด็ดขาด และโฟกัสแค่ปัจจัยสี่
.
🇹🇭 3. ภาวะ 'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' ของการตั้งราคา
SME ไทยกำลังถูกบีบให้อยู่ตรงกลางแซนด์วิช
📌 ถ้าคุณ "ขึ้นราคา" เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) ลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) จะหนีไปหาแบรนด์คู่แข่งทันที แต่ถ้าคุณ "ตรึงราคาเดิม" เพื่อรักษายอดขาย (Volume) คุณก็กำลังควักเนื้อตัวเองขาดทุนหลังบ้านทุกวัน
.
เมื่อน่านน้ำเดิมมันแห้งขอด การดันทุรังวิ่งเข้าหาลูกค้ากลุ่มเดิมด้วยวิธีเดิมๆ คือการเผาเงินทิ้ง
.
ในสถานการณ์ที่ SME ไทยต้องสู้ศึกหนักแบบนี้... ธุรกิจของคุณมีวิธี "รับมือ" หรือ "ปรับตัว" กับภาวะต้นทุนพุ่งแต่ลูกค้ากระเป๋าแฟบกันยังไงบ้างครับ ?
.
#NinePolthep #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #เศรษฐกิจไทย #กำลังซื้อ #เงินเฟ้อ #กลยุทธ์ธุรกิจ #MarketingStrategy
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ยอดขายที่ผ่านมาโตเพราะ 'ฝีมือ' หรือแค่ 'ดวง' ?
หากคุณตอบไม่ได้ด้วยตัวเลข นั่นคือระเบิดเวลาของการขยายธุรกิจ 🔥
.
สำหรับธุรกิจที่อยาก Scale up ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขายไม่ได้ แต่คือระบบการทำงานเดิมที่ 'ตัน' เพราะทุกอย่างยังรวมศูนย์อยู่ที่เจ้าของ
.
ยิ่งพยายามสเกลโดยการลอกระบบคนอื่นมาใช้แบบไม่เข้าใจตัวเอง ยิ่งทำให้โครงสร้างรวน และคุมทิศทางได้ยาก
----------
ที่ NinePolthep Consulting เราช่วยผู้บริหารย้ายโฟกัสจากงานรายวัน สู่การวาง 'เข็มทิศเชิงกลยุทธ์' ผ่านการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจจริง
.
📊 Sales Analysis : เปลี่ยนจากความรู้สึก เป็นการวิเคราะห์ยอดขายเชิงลึก เพื่อหา 'จุดแข็ง' ที่ทำเงินได้จริง
📊 Organizational Restructuring : ออกแบบโครงสร้างทีม และระบบการจัดการใหม่ให้รองรับการ Scaling Up ลดการพึ่งพาตัวบุคคล สู่การบริหารด้วยระบบที่เป็นมาตรฐาน
📊 Strategic Action Plan : นำ Insight จากหน้างานจริงมาเปลี่ยนเป็นแผนปฏิบัติการที่ทีมงานเดินตามได้ทันที เพื่อการขยายตัวที่มั่นคง และยั่งยืน
.
อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงจากการไม่มีระบบ มาหยุดยั้งโอกาสในการเติบโตของธุรกิจคุณ… สนใจปรึกษาปัญหาธุรกิจ ทักแชทมาพูดคุยกันได้เลยครับ
----------
🎯 ปรึกษาธุรกิจ การตลาด และการพัฒนาองค์กร
ได้ที่ LINE Official : @ninepolthep (มี @ นำหน้า) หรือ
คลิกเพิ่มเพื่อน > bit.ly/NinePolthep
TikTok, Instagram, Youtube : Nine Polthep
ข้อมูลเพิ่มเติม : ninepolthep.com/business-marketing-consulting/
.
#NinePolthep #ที่ปรึกษาธุรกิจ #BusinessConsulting #ScaleUpBusiness #วางกลยุทธ์ธุรกิจ #โครงสร้างองค์กร #SMEThailand #BusinessGrowth
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
หลายคนอาจจะมองว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องของตะวันออกกลางที่ไกลตัว
.
แต่ในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจ ผมอยากเตือนให้เจ้าของ SME ไทยทุกคน เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Shockwave) กำลังเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านเราแล้ว
.
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่สุดคือ "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ตอนนี้การสัญจรแทบจะเป็นอัมพาต และหากสงครามครั้งนี้ไม่จบลงใน 2-3 สัปดาห์ แต่ "ยืดเยื้อ" ออกไป... นี่คือ 3 คลื่นกระแทกที่ SME ไทยต้องเตรียมรับมือ
.
🔥 "ต้นทุนพลังงาน และลอจิสติกส์" พุ่งทะลุเพดาน
ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ราคาน้ำมันดิบโลกและก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
⚠️ ผลกระทบต่อ SME : ไม่ใช่แค่ค่าน้ำมันเติมรถขนส่งที่จะแพงขึ้น แต่ค่าระวางเรือ (Freight Rate) และค่าเบี้ยประกันภัยสินค้าทางทะเลตอนนี้พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวแล้ว ใครที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือต้องสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ เตรียมตัวเจอต้นทุนที่บวกเพิ่มขึ้นในบิลรอบหน้าได้เลย
.
🔥 วัตถุดิบขาดแคลน และแพงขึ้น
ตะวันออกกลางไม่ได้ส่งออกแค่น้ำมัน แต่เป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้นสำคัญของโลก
⚠️ ผลกระทบต่อ SME : หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ พลาสติก, เคมีภัณฑ์, ปุ๋ย, บรรจุภัณฑ์ (Packaging) หรือแม้กระทั่งก๊าซหุงต้ม (LPG) ต้นทุนฝั่งการผลิตของคุณจะขยับขึ้นทั้งหมด ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ซัพพลายเชนจะยิ่งตึงตัว และอาจเกิดภาวะ "ของขาด" หรือส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนด (Lead time ยาวขึ้น)
.
🔥 กำลังซื้อในประเทศหดตัวรุนแรง
นี่คือคลื่นที่น่ากลัวที่สุดสำหรับธุรกิจ B2C เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนสินค้าทุกอย่างจะแพงตาม (เงินเฟ้อ) ในขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมยังฝืดเคือง
⚠️ผลกระทบต่อ SME : ผู้บริโภคจะเข้าสู่โหมด "รัดเข็มขัดขั้นสุด" สินค้าฟุ่มเฟือยจะขายยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าจะชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะต้องเก็บเงินสดไว้จ่ายค่าครองชีพที่สูงขึ้น
.
ในวิกฤตความขัดแย้งระดับโลกแบบนี้... ธุรกิจที่จะรอด ไม่ใช่ธุรกิจที่สายป่านยาวที่สุด แต่คือธุรกิจที่ "ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ และปรับตัวไวที่สุด" อย่ารอให้บิลค่าน้ำมัน หรือใบเสนอราคาวัตถุดิบรอบหน้ามาวางบนโต๊ะแล้วค่อยหาทางแก้ เพราะถึงตอนนั้น ต้นทุนที่พุ่งขึ้นอาจจะกลืน "กำไร (Margin)" ของคุณไปจนหมดแล้ว
.
#NinePolthep #เศรษฐกิจโลก #SMEThailand #เจ้าของธุรกิจ #ความเสี่ยงธุรกิจ #BusinessStrategy #เศรษฐกิจไทย
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เจ้าของธุรกิจ SME หลายๆคนมักถามว่า 'จ่ายเงินทำการตลาดแค่ไหนถึงจะเรียกว่าคุ้ม?' เป็นคำถามที่ผมตอบยากที่สุด ถ้าเรายังไม่รู้ว่า "เป้าหมาย" ของคุณคืออะไร เพราะงบการตลาดที่ 'คุ้ม' ของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน
.
วันนี้จะมากางสูตรการจัดสรรงบการตลาด เพื่อให้คุณไม่ต้อง "เทเงินทิ้ง" แต่เป็นการ "ลงทุนเพื่อผลกำไร"
.
อย่างแรกทำความเข้าใจก่อนว่า การตลาดคือ ‘การลงทุน’ ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่าย’❗️
.
ก่อนจะไปดูตัวเลข อยากให้ปรับ Mindset เรื่องนี้ก่อน หลายคนมองการตลาดเป็นค่าใช้จ่าย (Expense) ทำให้เวลาเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่ตัดทิ้งคือการตลาด แต่จริงๆ แล้วการตลาดคือการลงทุนเพื่อรักษาระดับยอดขาย
.
ซึ่งการกำหนดเปอร์เซ็นต์งบการตลาด มักคำนวณจาก "ยอดขายรวม (Gross Revenue)" โดยแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลักๆ คือ
.
📣 1. ระดับ 5% ของยอดขาย (ประคองตัว - Maintenance)
เหมาะสำหรับแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว หรือต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม
💡 เน้นการทำ Remarketing, ดูแลฐานข้อมูลลูกค้าเดิม (CRM) และรักษายอดขายให้คงที่
📊 ความคุ้มค่า : ความเสี่ยงต่ำสุด แต่ยอดขายอาจจะไม่หวือหวา
.
📣 2. ระดับ 10-12% ของยอดขาย (เน้นโต - Growth)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่อยากขยายฐานลูกค้าใหม่ หรือคู่แข่งในตลาดเริ่มดุเดือด
💡 เน้นการทำ Content ใหม่ๆ, หา Lead ใหม่ (Customer Acquisition) และเพิ่มการรับรู้ (Awareness)
📊 ความคุ้มค่า : เป็นตัวเลขที่สมดุลที่สุดสำหรับ SME ที่ต้องการขยับขยาย
.
📣 3. ระดับ 20%+ ของยอดขาย (บุกตลาด หรือแจ้งเกิด)
เหมาะสำหรับสินค้าใหม่ (New Launch), ช่วง High Season หรือต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดกะทันหัน
💡 เน้นการอัดงบโฆษณาทุกช่องทาง และการใช้ Influencer จำนวนมาก
📊 ความคุ้มค่า : ยอดขายพุ่งไว แต่ "กำไรสุทธิ" จะบางมากในช่วงแรก ต้องดู Cash Flow ให้ดี
.
และสิ่งที่ SME มักพลาดคือลืมดู Gross Profit (GP) หรือกำไรขั้นต้นของตัวเอง ก่อนจะเคาะงบ 5% หรือ 20% ให้กลับมาดูว่า "กำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว คุณเหลือที่ว่าง (Margin) ให้เล่นแค่ไหน?"
.
สรุปแล้วตัวเลข 5% หรือ 20% ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่ "เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณไหม" เท่านั้นเอง แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ ตอนนี้ใช้เงินทำการตลาดไปกี่เปอร์เซ็นต์?
.
#NinePolthep #การตลาดสำหรับSME #งบการตลาด #MarketingStrategy #SMEThailand #วางแผนการตลาด #เจ้าของธุรกิจ #BusinessGrowth
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
ในยุคที่ Fast Fashion ราคาถูกล้นตลาด... หลายคนอาจมองว่า "งานฝีมือ" เป็นเรื่องของความช้า และสเกลธุรกิจได้ยาก
.
แต่แบรนด์ไทยเล็กๆ อย่าง Nong Rak เพิ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "ความประณีต" คือแต้มต่อที่ทำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง ด้วยการทะยานติดอันดับ Top 20 Finalist ของ LVMH Prize 2026 รางวัลที่ยิ่งใหญ่ และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแฟชั่น ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton และ Dior)
.
การที่แบรนด์โครเชต์ทำมือจากไทยก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างดีไซน์เนอร์ระดับโลกบนเวทีที่ "หิน" ที่สุดได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
.
ลองมาแกะ 3 กลยุทธ์ที่เปลี่ยน "งานฝีมือ" ให้กลายเป็น "World-Class Luxury" ที่ SME ไทยควรเอาเป็นแบบอย่างกันครับ
.
✅ 1. Small is the New Big : เล็กกว่า แต่ ‘ลึก’ กว่า
Nong Rak ไม่ได้พยายามจะขยายโรงงานให้ใหญ่โตเพื่อผลิตทีละหมื่นชิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาความ "Handcrafted" ที่ทำด้วยมือคนจริงๆ
🎯 กลยุทธ์ : เปลี่ยนข้อจำกัดของการผลิตได้น้อย ให้กลายเป็นความ Exclusive (ความหายาก)
.
✅ 2. สื่อสารด้วย ‘Branding’
แบรนด์มี Storytelling ที่แข็งแรงมาก เขาไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า แต่ขาย "ความทรงจำ" และ "ความอบอุ่น" ผ่านการเลือกใช้วัสดุวินเทจ และดีไซน์ที่ดูมีชีวิตจิตใจ
🎯 กลยุทธ์ : การสร้าง Identity ที่ชัดเจนจนเห็นแค่รูปใน Instagram ก็รู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์อะไร โดยไม่ต้องมองป้ายชื่อ
.
✅ 3. Niche Market คือทางลัดสู่ระดับโลก
เขาไม่ได้พยายามขายทุกคน แต่เขาเลือกขายกลุ่มคนที่ชื่นชอบงานศิลปะและงานคราฟต์จริงๆ จนกลายเป็น Community ที่แข็งแรงมากทั่วโลก
🎯 กลยุทธ์ : เมื่อคุณทำเพื่อ "คนกลุ่มหนึ่ง" ให้ดีที่สุด คนกลุ่มนั้นจะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุดให้คุณเอง การไประดับโลกไม่ได้หมายถึงต้องขายคน 7 พันล้านคน แต่คือการหา "กลุ่มคนที่รักในสิ่งเดียวกับคุณ" ให้เจอ แม้เขาจะอยู่คนละซีกโลกก็ตาม
.
ความสำเร็จของ Nong Rak บอกเราว่า... "อย่าแข่งที่ความเร็ว ถ้าคุณสู้เครื่องจักรไม่ได้ แต่จงแข่งที่ความใส่ใจ เพราะเครื่องจักรเลียนแบบหัวใจไม่ได้”
.
หัวใจสำคัญของ SME ยุค 2026 คือการหาจุดสมดุลระหว่าง "ภูมิปัญญา" และ "รสนิยมสากล" เหมือนที่แบรนด์นี้ทำได้ แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ? มี "งานฝีมือ" หรือ "ความพิเศษ" อะไรซ่อนอยู่บ้าง
.
#NinePolthep #nongrak #LVMH #Branding #smethailand
... See MoreSee Less
1 CommentComment on Facebook
ตามไปศึกษาข้อมูลของแบรนด์และชื่นชมฝีมือคนไทย เพิ่มเติมได้ จากลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยครับ nong-rak.com/pages/our-shop
เจ้าของ SME หลายคนภูมิใจที่ตัวเองเป็น "Super Manager" รู้ทุกเรื่อง ตัดสินได้ทุกอย่าง และยุ่งที่สุดในบริษัท แต่ความจริงแล้ว "ความยุ่ง" ของเจ้าของ ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเสมอไป
.
เพราะถ้าบริษัทขยับต่อไม่ได้หากขาดคุณ นั่นคือสัญญาณอันตรายว่าคุณกำลังเป็น 'คอขวด' (Bottleneck) ที่กั้นความเติบโตของธุรกิจตัวเองอยู่
.
ลองเช็ก 3 อาการนี้ กำลังเกิดขึ้นกับคุณหรือเปล่า?
.
⚠️ 1. ทุกอย่างต้อง "รอ" คุณเคาะ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ ถ้าพนักงานต้องพูดประโยคที่ว่า "รอถามเจ้านายก่อน" ในทุกๆเรื่อง ผลที่ตามมาคือความล่าช้า และพนักงานจะเลิกใช้ความคิด เพราะรู้ว่าสุดท้ายคุณก็จะเป็นคนตัดสินใจให้อยู่ดี
💡 งานในบริษัทไหลช้าลง หรือหยุดชะงักทันทีเมื่อคุณไม่อยู่หน้าจอ หรือติดประชุมใช่ไหม?
.
⚠️ 2. คุณคือคนที่ "ยุ่งที่สุด" ในทีม
ในขณะที่ลูกน้องต้องนั่งรองานจากคุณ แต่คุณกลับต้องทำงานจนดึกดื่นเพื่อไล่ตอบแชท ตรวจไฟล์งาน หรือลงไปทำหน้างานเองทุกอย่าง นั่นเพราะคุณกำลังทำงาน "ใน" ธุรกิจ (Operations) จนไม่มีเวลาทำงาน "บน" ธุรกิจ (Strategy)
💡 วันนี้คุณได้ใช้เวลาวางแผนอนาคตบริษัทบ้างไหม? หรือทั้งวันหมดไปกับการ "ดับไฟ" รายวัน?
.
⚠️ 3. รายได้แตะ "เพดาน" เพราะเวลาของคุณหมด
หากยอดขายของบริษัทผูกติดอยู่กับ "ความสามารถส่วนตัว" ของคุณ เช่น ต้องคุณไปขายเองเท่านั้นถึงจะได้งาน หรือต้องคุณคุมการผลิตเองคุณภาพถึงจะดี รายได้บริษัทก็จะตันอยู่ที่ขีดจำกัดของแรง และเวลาที่คุณมี
💡 ถ้าอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า คุณต้องทำงานหนักขึ้น 2 เท่าด้วยใช่ไหม? ถ้าใช่... ระบบของคุณมีปัญหาแล้ว
.
ทางแก้สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เป็น “คอขวด” คือ
📌 สร้างระบบ (SOP) : เปลี่ยน "ความรู้ในหัวคุณ" ให้กลายเป็น "คู่มือ" ที่ใครทำตามก็ได้มาตรฐานเดียวกัน
📌 หัดมอบหมาย (Delegate) : เริ่มจากอนุญาตให้ลูกน้อง "ตัดสินใจผิดได้บ้าง" ในงบประมาณที่จำกัด เพื่อฝึกให้เขาโต
📌 จ้างคนเก่งกว่ามาทำแทน : อย่ากลัวที่จะจ้างคนที่เก่งกว่าคุณในด้านนั้นๆ มาคุมงานแทน เพื่อให้คุณมีเวลาไปวางแผนภาพใหญ่แทน
.
หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจไม่ใช่การเป็น "ฟันเฟือง" ที่ดีที่สุดครับ แต่คือการเป็น "วิศวกร" ที่ออกแบบให้เครื่องจักรเดินต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคุณคอยปั่น
.
#NinePolthep #businessstrategy #ที่ปรึกษาธุรกิจ #การจัดการองค์กร
... See MoreSee Less
0 CommentsComment on Facebook
เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ
COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM
ทำไมต้องเรียนกับ NinePolthep ?
แน่นอนว่า ปัจจุบันมีสถาบันมากมายที่เปิดสอนหลักสูตรการขาย (Sales and Marketing) ซึ่งก่อนการตัดสินใจแน่นอนว่าอาจจะเกิดคำถามขึ้นได้ว่ามีเหตุผลอะไรถึงต้องมาเลือกเรียนกับ NinePolthep
เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 15 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในสายงานการขายและการตลาด“ผมจึงเข้าใจในความต้องการและปัญหาต่างๆ” ของเหล่าผู้ประกอบการ นักการตลาด รวมถึงพนักงานขาย ผมจึงออกแบบการอบรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
SELL ME IF YOU CAN ขายให้ได้…ถ้า (นาย) แน่จริง
Content Creator
Marketing
เจ้าของธุรกิจคลินิกเสริมความงาม
REVIEWS
เจ้าของธุรกิจ SME / สตาร์ทอัพ
นักการตลาด
ผู้บริหารองค์กรฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายบุคคล ฝ่ายการผลิต เป็นต้น
ปัจจุบันการขายทวีความยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลในทุกๆวัน ลูกค้ามีตัวเลือก และคู่เปรียบเทียบที่หลากหลาย ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าจึงสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อความอยู่รอดและเติบโตทางธุรกิจ นักขายทุกท่านจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยกระดับ “ความสามารถในการขายและการรักษาลูกค้า” ซึ่งเทคนิการขายแบบเดิมๆ การนำเสนอขายที่พูดถึงแค่คุณสมบัติสินค้าของตนเองที่เคยใช้กับลูกค้าในอดีตที่ผ่านมา อาจไม่เพียงพอต่อ ‘การปิดการขาย’ และไม่สามารถ “พิชิตใจลูกค้า” ได้อีกต่อไป
หนึ่งในวิธีที่กำลังมาแรงและได้รับการยอมรับว่าได้ผลลัพธ์ ที่น่าพอใจคือการขายแบบ “ที่ปรึกษา” ซึ่งเทคนิคการขายแบบให้คำปรึกษานั้นช่วยเจาะลึก ค้นหาเข้าใจความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าและนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ โดยวิธีการที่จะทำให้คุณได้เข้าใจและค้นหาความต้องการ / ปัญหาของลูกค้า หรือที่เรียกว่า ‘Pain Points’ นั่นเอง
จะดีกว่าไหม หากคุณสามารถค้นหา “Pain Points” จนเปลี่ยน “ความต้องการขาย” ให้เป็น “ลูกค้าอยากซื้อ”
เราจึงสร้างหลักสูตรที่ช่วยพัฒนาทักษะการขายแบบที่ ปรึกษา ที่จะช่วยเสริมสร้างให้เป็น “นักแก้ปัญหา” มากกว่าแค่ “นักขาย” ลงลึกถึงปัญหา สร้างการเรียนรู้ สู่การสร้างทักษะด้วย Practical Knowledge เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง ให้ความรู้ที่ได้รับกลายเป็นทักษะติดตัว โดยเริ่มตั้งแต่ทักษะการสื่อสาร “สร้างทัศนคติ” ของการเป็นที่ปรึกษา การเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้า บุคลิกภาพ การแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง แนวคิดที่มีต่อลูกค้าและสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการขายด้วยวิธีการที่ถูกพัฒนามาจากประสบการณ์ตรงในการเป็นนักขายของครูผู้สอน ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ให้การขายในทุกๆครั้งของคุณสามารถแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดได้เสมอ
01
Successful Consultant
เนื้อหาส่วนที่ 1
ขายแบบคุณหมอ คือไม่ขาย
เรื่องควรรู้สู่การเป็นที่ปรึกษา
เคล็ดลับของรวงข้าว เพิ่มเสน่ห์ให้นักขาย
เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
The Power of 1%
รู้จักตนเอง
รู้ใจลูกค้า
รู้ว่าแข่งกับใคร
รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
ถามอย่างไรให้ค้นใจลูกค้า
Present3
02
Successful Sales Person
เนื้อหาส่วนที่ 2
สุขที่หายไป หรือ ทุกข์ที่มากไป
สะสมคำขอบคุณ
แพ้เป็นแต่ไม่ยอมแพ้
ไม่มีข้อแม้ให้ความสำเร็จ
ปิดการขายให้ได้ใจลูกค้า
โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
ติดตาม ดูแล เทคแคร์ทุกคน
03
Intensive Workshop
เนื้อหาส่วนที่ 3
Workshop การถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
Workshop การนำเสนอสินค้าด้วย เทคนิค F/A/B นำเสนอ Value ที่ ลูกค้าอยากฟัง
Workshop การรับมือคำปฏิเสธ อย่างเป็นมืออาชีพ
Workshop ปิดการขายให้ได้ใจและได้ ยอดขาย
Discuss ปัญหาการขายจากประสบการณ์จริงและแนวทางการ แก้ไขอย่างมืออาชีพ
การรับมือกับการปฏิเสธ หรือปัญหาที่การขึ้นในระหว่างการขาย
เปิดโอกาสให้สามารถชักถามภายในคลาสกับวิทยากร
01
Mindset ของนักแก้ปัญหา
สุขที่ขาดหายไป ทุกข์ที่มากไป
ขายแบบไม่ขายทำยังไง
ทำยังไงถึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าติด
วิธีเพิ่มเสน่ห์ให้นักขายคืออะไร
ต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนไปเจอลูกค้า
พลังของการทำ 1% คืออะไร
02
เทคนิคนักขายแบบที่ปรึกษา
1. รู้จักตัวเองดีพอหรือยัง
workshop : จุดแข็ง
2. รู้จักลูกค้าดีพอหรือยัง
workshop : DBGP + จุดขาย
3. รู้จักคู่แข่งดีพอหรือยัง
4. รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
workshop : วิเคราะห์ จุดแข็ง VS จุดขาย VS จุดชนะ
5. ถามเป็นจะเห็นทาง ฟังเป็นจะเห็นใจ
6. 3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนนำเสนอสินค้า
7. เทคนิคการนำเสนอ FAB/BFA พูดเรื่องของลูกค้า หรือ เรื่องของเรา?
workshop : การนำเสนอด้วยเทคนิค FAB/BFA
8. เทคนิคการปิดการขาย กระตุ้นการซื้อ
9. โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
workshop : รับมือคำปฏิเสธ
10. เทคนิคการติดตามลูกค้า
กระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ
“Effective Consultative Sales Process”
ก่อนเจอลูกค้า
ระหว่างเจอลูกค้า
หลังเจอลูกค้า
Successful Consultant
Early Bird 9,800 ฿
ราคาปกติ 14,900 ฿
SAVE 5,100฿
Day 1
ขายแบบคุณหมอ คือไม่ขาย
4 เรื่องควรรู้ สู่การเป็นที่ปรึกษา
เคล็ดลับของรวงข้าว เพิ่มเสน่ห์ให้นักขาย
เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าขึ้น
The Power of 1%
The Empathy Map
รู้จักตนเอง
รู้ใจลูกค้า
รู้จักคู่ใคร
รู้ว่าอะไรเป็นจุดชนะ (Winning Zone)
ถามเป็นเห็นทาง ฟังเป็นเห็นใจ
Present3
Successful Sales Person
Early Bird 9,800 ฿
ราคาปกติ 14,900 ฿
SAVE 5,100฿
Day 2
Present3
ตอบแชทอย่างไร ให้ทัชใจ
ปิดการขาย ให้ได้ใจลูกค้า
โดนปฏิเสธซ้ำๆ ทำใจอย่างไร
ติดตาม ดูแล เทคแคร์ทุกคน
คำถามที่พบบ่อย
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อสร้างและพัฒนาทักษะการขายแบบที่ปรึกษาให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานขาย หรือผู้ที่สนใจ ด้วยการเรียนรู้แบบ “Workshop-based learning” ช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง “วิธีคิด” และ “วิธีการ” ด้วยเทคนิคที่ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงด้านการขายมากกว่า 15 ปี
หลักสูตร Sell Me If You Can เป็นหลักสูตรสอนสด (Offline) เพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ Intensive-Workshop พร้อมเปิดโอกาสในการซักถาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สอน หรือระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกัน
หลักสูตร Sell Me If You Can (Public Training) โดยปกติหลักสูตรถูกออกแบบมาให้เรียน 2 วันเต็ม โดยที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ 2 แบบ คือ รูปแบบที่หนึ่งเรียน 1 วัน (ได้เฉพาะวันแรก) และรูปแบบที่สองเรียน 2 วัน (เลือกเรียนคนละเดือนได้ แต่ต้องเรียนเนื้อหาของวันแรกมาก่อนแล้วเท่านั้น)
DAY 1 Successful Consultant เริ่มต้นด้วยวิธีคิดของการขายแบบที่ปรึกษา การวิเคราะห์ตนเอง ลูกค้า และคู่แข่ง เพื่อค้นหาจุดชนะ (Wining Zone) ที่จะนำไปสู่การนำเสนอขายสินค้าและบริการด้วยเทคนิค FAB > BFA อย่างมืออาชีพ และ DAY 2 Successful Sales Person ทบทวนฝึกฝนเนื้อหาที่เรียนไปวันแรกผ่านการทำ Workshop, Role play จากนั้นเรียนเพิ่มเติมในส่วนของเทคนิคการปิดการขาย การรับมือกับข้อโต้แย้งหรือคำปฏิเสธ รวมถึงการติดตามลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเฉพาะ DAY 1 ได้ แต่ไม่สามารถเลือกเรียนเฉพาะ DAY 2 ได้ เนื่องจากการลงมือทำ Intensive-Workshop ต้องมีพื้นฐาน “วิธีคิด” และ “วิธีการ” จากการเรียนในวันแรกมาก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและประโยชน์สูงสุดในการเรียน
สามารถเรียนได้ เพราะหลักสูตร Sell Me If You Can เริ่มต้นตั้งแต่การปรับวิธีคิด (Mindset) ให้ผู้เรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพว่าทำไมถึงต้องยกระดับจาก “นักขาย” ให้เป็น “ที่ปรึกษา” พร้อมพัฒนาทักษะด้วยเทคนิคการขายที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นใจลูกค้าจนไปสู่การพิชิตใจได้ในที่สุด
เหมาะกับลักษณะการขายหรือการนำเสนอสินค้า/บริการที่…
1) ไม่ต้องการแข่งขันราคา แต่ต้องการนำเสนอคุณค่าอื่นๆให้แก่ลูกค้า
2) สินค้า/บริการ ที่มีข้อมูลเยอะ ต้องการการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ มองเห็นประโยชน์หรือมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
3) สินค้า/บริการ ที่มีราคาสูง ลูกค้าต้องการได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เช่น อสังหาริมทรัพย์, รถ, ของแต่งบ้าน, คลินิกความงาม เป็นต้น
4) การนำเสนอไอเดียระหว่างธุรกิจ B2B เช่น เซลล์ขายสินค้า/บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ
ลงทะเบียนเรียน
ลงทะเบียนตอนนี้
รับส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท
เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ
COPYRIGHT 2023 © NINEPOLTHEP.COM