เรียนรู้เทคนิคการ ปิดการขาย ให้ได้ใจลูกค้า

Sell Me If You Can
ขายให้ได้...ถ้า (นาย) แน่จริง

หลักสูตรพัฒนาทักษะการขายแบบที่ปรึกษา

แชทหนักขวาทำยังไง?

“ให้ลูกค้าสนใจ”

“โน้มน้าวลูกค้า”

เพื่อเร่งการปิด
การขายยังไง?

อย่าพลาดโอกาสเพิ่มยอดขายของคุณ!

0

คน +

ลูกค้าของเรา

0

ล้าน +

สร้างยอดขายให้กับ SMEs

0 ปี+

ประสบการณ์

การันตีผลลัพธ์จากผู้เรียนของเรา

จากคนพูดไม่เก่ง

พัฒนาสู่ Top Sale

การันตี

เรียนแล้วได้ผลลัพธ์

จากนักขายกลายร่างเป็น

ท็อปเซลส์

คุณทนงศักดิ์ สาลีลา (บูม)

พร้อมจะเพิ่มยอดขายหรือยัง?

พร้อมจะเพิ่มยอดขายหรือยัง?

Mindset
ของนักแก้ปัญหา

เปลี่ยนแนวคิดจากนักขายแบบเดิมๆ ให้เป็นนักขายที่ Ai แทนที่ไม่ได้

สร้างความน่าเชื่อถือ ให้ลูกค้าวางใจ และยากที่จะปฏิเสธ

เทคนิคนักขาย
แบบที่ปรึกษา

เสนอขายด้วยคุณค่า ปิดการขาย อย่างเฉียบคม เก็บทุก Leads ไม่หล่นหาย ผ่านการฝึกฝนด้วย Workshop สุดเข้มข้น

เปลี่ยนความรู้ ให้เป็นทักษะติดตัว พร้อมปรับใช้ ในการขายจริง สร้างยอดขายให้เติบโต สู่การเป็น Top sale!

Q&A
Session

ปรึกษาปัญหางานขายจริงที่คุณเจอ พร้อมแนวทางแก้ไขอย่างมืออาชีพ จากประสบการณ์จริงจากวิทยากร

รับโบนัสพิเศษในคอร์ส!

บรรยากาศการเรียน

ราคาเดียว ครบเครื่องทุกเรื่องเซลส์

14,900.-

“การขายที่ดีไม่จำเป็นจะต้องจบด้วย
การขายให้ได้ในวันนี้

แต่เป็นการการขายที่ดีหาให้ลูกค้าได้ในวันนี้
และต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้า”

ครูนาย พลเทพ มาศรังสรรค์

Facebook

NinePolthep Consulting ที่ปรึกษาธุรกิจ การตลาด พัฒนาองค์กร

NinePolthep Consulting พวกเราใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ช่วยลูกค้าพัฒนาธุรกิจ การตลาด ในฐานะที่ปรึกษาด้านองค์กร กลยุทธ์ แผนการตลาด การยิงแอดโฆษณา และเพื่อนคู่คิดตลอดเส้นทางธุรกิจของคุณ

Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons

เรามักจะได้ยินกระแสเรื่อง Quiet Quitting (การลาออกเงียบ) ที่พนักงานหันมาทำงานแค่ตามเงินเดือนกันบ่อยๆ แต่ในฝั่งของการบริหารจัดการ ก็มีวิชามารคลาสสิกที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "Quiet Firing" หรือ การบีบให้ออกเงียบๆ
.
Quiet Firing คือการที่หัวหน้างาน หรือองค์กร จงใจสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกไร้ค่า อึดอัด และกดดันจนทนไม่ไหว แล้วเลือกที่จะ “เดินไปเขียนใบลาออกเอง"
.
ทำไมผู้นำถึงใช้วิธีนี้? เหตุผลหลักคือเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ และที่สำคัญคือ... ไม่อยากจ่ายเงินค่าชดเชยเลิกจ้าง!
.
แต่นี่คือกลยุทธ์ที่แลกมาด้วยต้นทุนแฝงที่ทำลายล้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างมหาศาล
.
🚨 4 สัญญาณเตือน ของการทำ Quiet Firing
🔥 [1] ตัดโอกาสการเติบโต และริบงานสำคัญ : ไม่ถูกเชิญเข้าประชุมสำคัญ หรือโปรเจกต์ใหญ่ ให้ทำแต่งานรูทีนไร้ความหมาย
🔥 [2] แช่แข็งความก้าวหน้า : ไม่มีการขึ้นเงินเดือน ไม่โปรโมต และไม่ยอมให้ Feedback เพื่อพัฒนาใดๆ
🔥 [3] ตั้งเป้าให้พัง : โยนเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้มาให้ทำ ไม่ให้ทรัพยากรสนับสนุน เพื่อรอจับผิดเวลาทำงานพลาด
🔥[4] จับผิดทุกอณู : Micro Manage ทุกขั้นตอน เล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาเป็นประเด็นบั่นทอนความมั่นใจ
.
ในระยะสั้น บริษัทอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง "ชนะ" ที่ไม่ต้องจ่ายค่าเลิกจ้าง แต่รู้ไหมว่า ต้นทุนแฝงที่ต้องจ่ายมันแพงมหาศาล!
.
เพราะเมื่อเพื่อนร่วมงานคนอื่นเห็นว่าบริษัทใช้วิธีบีบคนออกอย่างเลือดเย็น "ความเชื่อใจ" ในองค์กรจะพังทลายลงทันที และบรรดาคนเก่ง (Talent) จะเป็นกลุ่มแรกที่ทยอยหนีตายจากองค์กรที่เป็นพิษแบบนี้
.
ทางออกของผู้นำที่เป็น "มืออาชีพ" คือการมีความกล้าหาญ ถ้าผลงานไม่ผ่าน ให้ทำแผนพัฒนา (PIP) คุยกันตรงๆ แบบให้เกียรติ ถ้าสุดท้ายไปต่อไม่ได้จริงๆ การเลิกจ้างอย่างถูกต้อง และจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย คือวิธีที่สง่างามที่สุด
.
การเลิกจ้างคนไม่ใช่เรื่องผิด... แต่การจงใจสร้างสภาพแวดล้อม Toxic เพื่อกดดันให้คนยอมแพ้ไปเอง คือความล้มเหลวของการเป็นผู้นำครับ
.
#NinePolthep #quitefiring #ผู้นำ #toxicorganization #การบริหารคน
... See MoreSee Less

เรามัก�

ในยุคนี้ การเห็นพนักงานเลิกงานตรงเวลาเป๊ะ หรือปฏิเสธงานนอกเหนือ Job Description อาจไม่ได้แปลว่าพวกเขา "ขี้เกียจ" เสมอไป
.
แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะ Quiet Quitting หรือการลาออกเงียบ
.
ถ้าการลาออกปกติ คือ การยื่นซองขาว และเดินจากไป... Quiet Quitting ก็คือการ "ลาออกทางใจ" ที่พนักงานยังคงมาทำงานตรงเวลา รับผิดชอบงานใน Job Description ได้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง แต่สิ่งที่พวกเขา "ปฏิเสธ" ที่จะให้บริษัทอีกต่อไป คือ ความทุ่มเทแบบถวายหัว พวกเขาเลิกเป็นเดอะแบก เลิกนำเสนอไอเดียใหม่ๆ และไม่รับความเครียดเพิ่มเติม
.
ซึ่งสาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากตัวพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลสะสมจากสิ่งแวดล้อมในการทำงานด้วย
.
💡 ความเหนื่อยล้าสะสม (Burnout) จากการถูกรุกล้ำเวลาพักผ่อน
💡 ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับความทุ่มเท (ทำ 150% แต่ได้รับเท่าคนทำ 100%)
💡 มองไม่เห็นโอกาสเติบโต
💡 ขาดการยอมรับ หรือมีหัวหน้างานแบบ Micromanagement
.
สำหรับผู้นำองค์กร และ HR ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องเรียกพนักงานมาตักเตือน แต่คือ "Wake-up Call" ที่บอกให้องค์กรต้องหันกลับมาทบทวนระบบการดูแลคน
.
✅ เปลี่ยนจาก Exit Interview (คุยเมื่อสาย) เป็น Stay Interview (คุยเพื่อดูแลใจในวันที่เขายังอยู่)
✅ ทบทวนโครงสร้างผลตอบแทนให้ยุติธรรม โปร่งใส
✅ เคารพ Work-life Balance อย่างแท้จริง
.
ท้ายที่สุดแล้ว... ความทุ่มเทของพนักงานไม่ได้เกิดจากการเรียกร้อง แต่เกิดจากการที่องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขารู้สึก "มีคุณค่า" และ "คุ้มค่า" ที่จะทุ่มเทต่างหากครับ
.
#NinePolthep #QuietQuitting #การบริหารคน #HR #Leadership #วัฒนธรรมองค์กร #ผู้นำยุคใหม่
... See MoreSee Less

ในยุคน�

ยุคนี้ค่าแอดแพงขึ้นเรื่อยๆ การจ่ายเงินซื้อพื้นที่สื่อ หรือการอัดงบจ้างรีวิว อาจจะไม่ใช่สมการเดียวในการสร้างแบรนด์อีกต่อไปครับ ลองมาดูปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากๆ ของแบรนด์สกินแคร์ Rhode ในงาน Coachella 2026 ที่เพิ่งผ่านมากัน
.
สิ่งที่น่าทึ่งคือ Rhode ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์หลักของงาน และไม่ได้ทุ่มงบยัดสินค้าใส่มืออินฟลูเอนเซอร์ แต่แบรนด์กลับสร้างมูลค่าสื่อที่เกิดจากการพูดถึงต่อๆกัน (Earned Media Value - EMV) ได้สูงถึง 68.4 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2,500 ล้านบาท) ภายในสุดสัปดาห์เดียว
.
เคล็ดลับสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือการขยับจุดโฟกัสจากการ "ซื้อโฆษณา" มาเป็นการสร้าง "ประสบการณ์" ที่ดีจนคนอยากบอกต่อเอง ซึ่งมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจที่เราสามารถหยิบมาปรับใช้ได้
.
💡 [1] มอบ "Social Currency" ปกติแล้ว คนเรามักจะแชร์เรื่องราวที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูดีขึ้น Rhode เข้าใจจุดนี้ดี จึงสร้าง Pop-up ที่มอบ "ความรู้สึกเท่" และเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้เข้าร่วม ใครที่ได้ถ่ายรูป หรือถือไอเทมของ Rhode เดินในงาน จะรู้สึกอินเทรนด์ ลูกค้าจึงเต็มใจแชร์ภาพลงโซเชียลด้วยตัวเอง เพราะแบรนด์ช่วยสะท้อนตัวตนของพวกเขา
.
💡 [2] ออกแบบออฟไลน์ให้พร้อมเป็น "คอนเทนต์" (Design for UGC) ทุกมุมใน Pop-up ของ Rhode ถูกออกแบบมาให้ถ่ายรูปสวยโดยไม่ต้องพยายาม แบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีป้าย "กดไลก์ กดแชร์" เพราะประสบการณ์ตรงหน้าที่แปลกตาและสวยงาม มันเชิญชวนให้คนอยากหยิบมือถือขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจไปฝากเพื่อนๆ บนออนไลน์เอง
.
💡 [3] ขาย "ความตื่นเต้น" แทนการตั้งชั้นวางสินค้า แทนที่จะเน้นฮาร์ดเซลล์ด้วยการเอาสินค้ามาวางเรียงกัน Rhode เลือกใช้กิมมิกสนุกๆ อย่างตู้ Vending Machine แจกของ และกิจกรรมให้คนมาร่วมสนุก ประสบการณ์ที่จับต้องได้แบบนี้ช่วยสร้างอารมณ์ร่วม (Emotional Connection) และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Word of Mouth ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
.
ถ้าเราลองแบ่งงบการตลาดก้อนเดิมที่เคยใช้ซื้อการมองเห็น มาลงทุนกับการออกแบบ "ประสบการณ์" ปรับแพ็กเกจจิ้ง หรือตกแต่งหน้าร้านให้มีเสน่ห์มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าทั่วไปประทับใจจนอยากเป็นคนโปรโมตให้เราเอง ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจจะสร้าง Impact ให้แบรนด์ได้มหาศาลเลยครับ
.
#NinePolthep #Rhode #Coachella2026 #Branding #Marketing #InfluencerMarketing
... See MoreSee Less

ยุคนี้�

เวลาพูดถึงเทคนิคปิดการขายด้วย "ความกลัว" เซลส์หลายคนมักจะนึกถึงคำพูดแนวๆ "พี่ไม่ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ราคาขึ้นแล้วนะ!" หรือ "โปรจะหมดแล้วนะพี่!"
.
ความจริง คือ ในยุคปัจจุบันการขู่แบบตื้นๆแบบนี้ เอาไปใช้กับลูกค้าองค์กร (B2B) หรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ผลอีกแล้ว ลูกค้าฉลาดพอที่จะรู้ว่านี่คือความตื่นตระหนกปลอมๆ ที่เซลส์สร้างขึ้นมาเพื่อเร่งยอด
.
ถ้าอยากปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ให้ง่ายและ "ดูแพง" สิ่งที่คุณต้องใช้คือเทคนิคที่เรียกว่า The Cost of Inaction (COI) หรือการกางตัวเลขให้ลูกค้าเห็นชัดๆ ว่า "การที่เขาเพิกเฉย ไม่ยอมแก้ปัญหาในวันนี้… มันกำลังสูบเงิน และเวลาของเขาไปเท่าไร?”
.
และนี่คือ 3 วิธีใช้ "ความกลัว" อย่างมีศิลปะ เพื่อปิดดีลลูกค้า B2B ให้อยู่หมัด
.
✅ [1] ขยี้จุดที่เงินไหลออก
ลูกค้ามักมองว่าโซลูชันของเรา "ราคาแพง" หน้าที่ของคุณคือต้องทำให้เขากลัว "ราคาของปัญหา" มากกว่าราคาของสินค้า
💡 คำนวณให้เขาเห็นเลยว่า ปัญหาที่เขาปล่อยทิ้งไว้ (เช่น ระบบล่มบ่อย, พนักงานทำงานซ้ำซ้อน) ทำให้เขาเสียเงินฟรีๆ ไปปีละเท่าไหร่ พอเอามาเทียบกัน เขาจะเห็นทันทีว่าการจ่ายเงินให้คุณคือการ "อุดรอยรั่ว" ไม่ใช่การเพิ่มรายจ่าย
.
✅ [2] สะกิดให้กลัว "คู่แข่งแซงหน้า" (Business FOMO)
ความกลัวเสียโอกาสในมุมธุรกิจคือแรงขับเคลื่อนชั้นดี เพราะไม่มีองค์กรไหนอยากเป็นผู้แพ้
💡 ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ตลาดไปทางไหน ถ้าเขายังดื้อดึงใช้วิธีเดิมๆ ในขณะที่คู่แข่งขยับไปใช้เทคโนโลยีใหม่แล้ว เขาจะสูญเสียความสามารถในการทำกำไร (Margin) หรือถูกแย่งลูกค้ารายใหญ่ไปมหาศาลแค่ไหน
.
✅ [3] ขยี้เรื่อง "เวลาและสุขภาพจิต" ที่สูญเสียไป
สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของ SME ทรัพยากรที่แพงกว่าเงินคือ "เวลาและสุขภาพจิต"
💡สะท้อนภาพให้เขาเห็นว่าการที่เขาต้องมานั่งเหนื่อยแก้ปัญหาจุกจิก แทนที่จะเอาเวลาไปวางแผนกลยุทธ์หาเงินเข้าบริษัท มันทำให้เขาเสียโอกาสเติบโตไปมากแค่ไหน การซื้อโซลูชันจากคุณ คือการซื้อ "เวลา" คืนมาให้เขา
.
กฎเหล็กของการปิดการขายด้วยความกลัว คือต้องมาพร้อมกับ "ทางออกที่ชัดเจนและทำได้ง่าย" เสมอ อย่าปล่อยให้ลูกค้าจมอยู่กับความกลัว แต่จงทำให้เขากลัวปัญหา... แล้วทำตัวเป็น "ฮีโร่" ที่พร้อมจะเข้ามาดับไฟนั้นให้เขาอย่างราบรื่นที่สุดครับ
.
#NinePolthep #B2BSales #เทคนิคการขาย #ปิดการขาย #กลยุทธ์การขาย #SMEThailand #นักขายมืออาชีพ
... See MoreSee Less

เวลาพู�

เซลส์ส่วนใหญ่มักกังวล และมีคำถามว่า "AI จะมาแย่งงานไหม?" คำตอบคือ "แย่งแน่นอน!"... ถ้าคุณยังขายของด้วยทักษะแบบเดิมๆ
.
ในยุค 2026 ลูกค้าฉลาดขึ้นและมี AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว ถ้าเซลส์ทำหน้าที่แค่ "ท่องสเปกสินค้า" หรือ "กดส่งใบเสนอราคา" หุ่นยนต์ก็ทำแทนได้เร็วกว่าและไม่บ่นเหนื่อยครับ
.
แต่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ (และอาจจะไม่มีวันทำได้) คือการสร้าง "Trust" หรือความไว้วางใจ
.
ดังนั้น ทักษะเอาตัวรอดของยอดนักขายระดับท็อปในยุคนี้ จึงเป็นการผสาน 2 สิ่ง นั่นคือสมการ High-Tech + High-Touch เข้าด้วยกัน
.
💻 [1] High-Tech (ใช้ Data เป็นเรดาร์ชี้เป้า)
เซลส์ยุคนี้ต้องเลิกหว่านแหโทรสุ่ม (Cold Call) แบบไร้ทิศทาง คุณต้องใช้ระบบ CRM และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าให้ออกก่อนยกหูโทรศัพท์ ลูกค้าเพิ่งเข้าเว็บหน้าไหน? ธุรกิจเขากำลังเจอปัญหาอะไร? High-Tech จะช่วยให้คุณ "รู้ใจ" ลูกค้าตั้งแต่ยังไม่ทันทักทาย และพาคุณไปนั่งอยู่หน้า Decision Maker ได้ถูกคน ถูกเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยฟรี
.
🤝 [2] High-Touch (ใช้ Empathy กระชากดีล)
เมื่อเทคโนโลยีพาคุณมานั่งอยู่หน้าโต๊ะเจรจา... หลังจากนี้คือเวทีที่ “ความเป็นมนุษย์" เพราะในดีลใหญ่ๆ ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วย “อารมณ์ความเชื่อมั่น" AI อ่านไม่ออกหรอกครับว่า ผู้บริหารที่นั่งอยู่ตรงหน้ากำลังเครียดกลัวเป้าไม่ถึง หรือผู้จัดการคนนี้กำลังกลัวการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Active Listening) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการเป็นที่ปรึกษาที่ทำให้เขารู้สึก "ปลอดภัย" ที่จะเซ็นสัญญา... คือสิ่งที่ High-Touch เท่านั้นที่ทำได้
.
บทสรุปของการเป็นเซลส์ยุคใหม่ High-Tech ทำให้คุณ "ทำงานฉลาดขึ้น" หาลูกค้าเจอไวขึ้น High-Touch ทำให้คุณ "มีคุณค่า" จนลูกค้าไม่กล้าทิ้งคุณไปซื้อกับคู่แข่ง
.
เซลส์ที่ใช้ระบบไม่เป็น จะถูกแทนที่ด้วยเซลส์ที่ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่เซลส์ที่บ้าตัวเลข และ Data จนขาดหัวใจความเป็นมนุษย์... ก็จะไม่มีวันปิดดีลใหญ่ได้เช่นกันครับ!
.
#NinePolthep #HighTechHighTouch #AIDisruption #จิตวิทยาการขาย #ทักษะการขาย
... See MoreSee Less

เซลส์ส�

"ร้านเราบริการดี พนักงานพูดเพราะ ตอบแชทไว"... ถ้ายังใช้ประโยคนี้เป็นจุดขาย เตรียมตัวโดนคู่แข่งตัดราคาได้เลย! 🔥
.
ในโลกธุรกิจยุคนี้ การพูดจาดีหรือตอบแชทไว ไม่ใช่จุดเด่นที่เอามาอัปราคาได้อีกต่อไป แต่มันคือ "มาตรฐานขั้นต่ำ (Baseline)" ที่ทุกบริษัทต้องมีเป็นพื้นฐาน
.
ถ้าอยากให้ลูกค้าหยิบเงินก้อนใหญ่มาจ่ายโดยไม่บ่นว่าแพง ต้องก้าวข้ามคำว่า "บริการดี" ไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า "Service Design (การออกแบบประสบการณ์)" และนี่คือ 4 ข้อที่แบรนด์พรีเมียมใช้ดึงดูดลูกค้าระดับบนให้อยู่หมัด
.
💎 [1] ความง่าย คือความหรูหราแบบใหม่
ลูกค้าระดับบนและกลุ่ม B2B ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อแค่สินค้า แต่จ่ายเพื่อ "ซื้อเวลา และความสะดวกสบาย" เลิกปล่อยให้ลูกค้าต้องกรอกฟอร์มยาว ส่งเอกสารซ้ำซ้อน หรือโทรตามเรื่องเอง อะไรที่แบรนด์ทำแทนได้ ต้องทำให้เสร็จก่อนที่ลูกค้าจะร้องขอ ยิ่งลูกค้าเหนื่อยน้อยลงเท่าไหร่ มูลค่าบริการของคุณก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
.
💎 [2] สร้างจุดพีค และจบให้สวย
ในทางจิตวิทยา ลูกค้าจะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่สมองจะจำแค่ 2 จุด คือ "ตอนที่ประทับใจที่สุด (Peak)" และ "ความรู้สึกตอนจบ (End)" คุณไม่จำเป็นต้องเทงบทำให้ทุกขั้นตอนเพอร์เฟกต์ แต่จงหา "จุดว้าว" ให้เจอ เช่น ส่งมอบงานเร็วกว่ากำหนด (Peak) และส่งของขวัญที่ออกแบบเฉพาะบุคคลไปให้ในวันปิดโปรเจกต์ (End)
.
💎 [3] บริการแบบ "อ่านใจ"
บริการทั่วไปคือการแก้ปัญหาหลังลูกค้าโวยวาย แต่ Service Design คือการแก้ปัญหา "ก่อน" ที่ลูกค้าจะรู้ตัว! เช่น คลินิกทัก LINE ถามอาการหลังทำใน 24 ชม. พร้อมส่งวิธีดูแลผิวให้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ถาม นี่คือความใส่ใจที่ทำให้เขารู้สึกเป็น VIP
.
💎 [4] Personalization ที่ลึกกว่าแค่จำชื่อ
เรียกชื่อถูกระบบ CRM ไหนก็ทำได้ แต่การจำ "พฤติกรรมและบริบท" ได้คือไม้ตาย! เช่น เซลส์ B2B จำได้ว่าลูกค้ารายนี้ชอบดูสรุปแบบรูปภาพมากกว่าตารางเลข แล้วพูดว่า "ผมเตรียมข้อมูลแบบที่คุณชอบมาให้แล้วครับ" ประโยคนี้ทรงพลังกว่ารายงานมาตรฐานเป็นร้อยเท่า
.
Service Design ไม่ใช่แค่จ้างคนมาไหว้สวยๆ แต่คือการ "ออกแบบระบบและกระบวนการทำงาน" เพื่ออุดรอยรั่วทางอารมณ์ของลูกค้า
.
เมื่อไหร่ที่คุณทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า "ชีวิตเขาง่ายขึ้นเมื่อมีคุณ" คำว่า "แพง" จะถูกลบออกจากพจนานุกรมของลูกค้าทันทีครับ!
.
#NinePolthep #ServiceDesign #CustomerExperience #BusinessStrategy #SMEThailand
... See MoreSee Less

ร้านเร�
Load more

ชำระค่าอบรมผ่านบัตรเครดิตได้

เลขที่ 1 อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ชั้น 27 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

ติดต่อเรา

SCAN THE QR CODE TO CONTACT

เปิดแอพ LINE ของคุณแล้วใช้ตัวอ่านคิวอาร์โค้ดในแอพ

ราคาพิเศษ Early Bird จะหมด

เมื่อที่นั่งถูกจองจำนวน 50%